|
ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม 2548
กรรมการเผย "ฉันดื่มดวงอาทิตย์" ของบินหลา เคยเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ เมื่อ12 ปีก่อน!!
รอยยิ้มอารมณ์ดี ของบินหลา
กรรมการเผย "ฉันดื่มดวงอาทิตย์" ของบินหลา เคยเข้ารอบสุดท้ายซีไรต์ เมื่อ12 ปีก่อน!!
กลางงานแถลงเปิดตัวอย่างเป็นทางการบ่ายวานนี้(25 ส.ค.) ที่โรงแรมโอเรียลเต็ล หลังจากที่ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ขอให้บินหลา สันกาลาคีรี แนะนำตัวด้วยชื่อจริง นามสกุลจริง แต่เจ้าตัวขอไม่เปิดเผยบนเวทีพร้อมให้เหตุผลว่า "ผมใช้ชื่อบินหลา ในการเขียนหนังสือ ขอสงวนนามจริงไว้ก็แล้วกัน เพื่อให้มันเป็นพื้นที่เล็กๆ ส่วนตัวสำหรับผม แต่ถึงอย่างไร หนังสือพิมพ์หลายฉบับ ก็นำประวัติพร้อมทั้งชื่อจริงไปเปิดเผยให้ทราบแล้ว" นักเขียนซีไรต์คนล่าสุดกล่าวอย่างอารมณ์ดี
เมื่อพูดคุยไปได้สักพักใหญ่ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี หนึ่งในกรรมการตัดสินได้เปิดเผยกับบินหลาและผู้ฟังในห้องแถลงข่าวว่า ตัวนักเขียนเองบอกว่าใช้ชื่อบินหลาเท่านั้น ไม่เปิดเผยชื่อจริงบนเวที แต่ตนเองทราบชื่อจริง นามสกุลจริงของบินหลาและก็นึกขึ้นได้ว่า ปีระกา เมื่อรอบที่แล้ว หรือ 12 ปีก่อนนั่นเอง ในครั้งนั้นยังไม่มีการเปิดเผยหนังสือทั้งหมดที่เข้ารอบตัดสินรางวัลซีไรต์ แต่มีเรื่องหนึ่งที่ตนซึ่งร่วมเป็นกรรมการตัดสินครั้งนั้นด้วย ได้อ่านและประทับใจมาก คือเรื่อง 'ฉันดื่มดวงอาทิตย์' เนื้อเรื่องมีความโดดเด่น อ่านแล้วยังประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้ แต่นานมากแล้วไม่ทราบว่าปัจจุบัน จะหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง
"ชื่อที่นักเขียนคนนั้นใช้คือ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท ในครั้งนั้นรางวัลตกเป็นของ ศิลา โคมฉาย จากเรื่อง ครอบครัวกลางถนน แต่เรื่อง ฉันดื่มดวงอาทิตย์ นั้นก็นับว่ามีความโดดเด่นไม่น้อย จึงจำได้จนถึงทุกวันนี้ ที่นำเรื่องนี้มากล่าวเพราะอยากให้ทุกคนได้ทราบว่า งานเขียนของบินหลาผ่านประสบการณ์มายาวนาน และมีความสามารถพอที่จะเข้ามาถึงตรงจุดนี้แล้ว"
ขณะที่บินหลาเมื่อได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มกว้างพร้อมกล่าวว่า " ผมเพิ่งทราบวันนี้เอง ว่า เรื่องฉันดื่มดวงอาทิตย์เคยเข้ารอบ 7 เรื่องสุดท้ายเมื่อ 12 ปีก่อน ไม่เคยทราบเลย เพราะกติกาครั้งนั้นไม่มีการประกาศเรื่องที่เข้ารอบ พอได้ทราบ ก็ตื่นเต้นและดีใจมากเลย"
ผศ.ดร.ตรีศิลป์ ถามต่อไปว่า เหตุใดจึงตั้งชื่อเรื่องว่า ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ดวงอาทิตย์ดื่มได้ด้วยหรือ? บินหลาตอบว่า "ดวงอาทิตย์ดื่มได้นะครับ คือผมเขียนสั้นไป จริงๆ แล้วชื่อเต็มคือ ฉันดื่มด่ำดวงอาทิตย์" มุขนี้เรียกเสียงหัวเราะจากกรรมการและผู้ฟังไม่น้อยเลย
เรียนท่านผู้อ่านที่เคารพทุกท่าน เนื่องจากมีผู้ทักท้วงเข้ามาถึงความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ กรณีหนังสือที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของการตัดสินรางวัลซีไรต์เมื่อ 12 ปีก่อน หลังจากที่ข่าวชิ้นนี้เผยแพร่ออกไปนั้น ทางทีมงานขอเรียนให้ทราบว่า
ข้อมูลที่ท่านทักท้วงมาและสงสัยว่า รายชื่อหนังสือที่ปรากฏอยู่ใน 25 ปีซีไรต์รวมบทวิจารณคัดสรร นั้นถูกต้องหรือไม่ ทางเราขอเรียนให้ทราบโดยทั่วกันว่า ข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในหนังสือดังกล่าวถูกต้องทุกประการ และเมื่อสอบถามไปยัง ดร.กุสุมา จึงได้รับคำตอบว่า ท่านเป็นกรรมการพิจารณาคัดเลือกในครั้งนั้นด้วย และตัวท่านชื่นชอบ เรื่องฉันดื่มดวงอาทิตย์มาก จึงยังคงจดจำได้ดี โดยในครั้งนั้นผู้แต่งไม่ได้ใช้ชื่อว่าบินหลา สันกาลาคีรี แต่ใช้ชื่อจริงนามสกุลจริงคือ วุฒิชาติ ชุ่มสนิท และบอกว่าแม้ตัวท่านจะชอบเรื่องนี้ แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการในการคัดเลือกเรื่องสั้นเพื่อให้เข้าสู่รอบสุดท้ายนั้น เรื่องนี้เป็นอันต้องตกไป
เมื่อสอบถามว่าไม่เข้ารอบ 7 เล่มสุดท้ายแล้วฉันดื่มดวงอาทิตย์อยู่ในลำดับใด ดร. กุสุมา เปิดเผยเพียงว่า "อีกเพียงแค่นิดเดียวเรื่องนี้ก็จะผ่านเข้ารอบ 7 เล่มสุดท้าย ลำดับนั้นไม่ห่างกัน อีกนิดเดียวจริงๆ " จากคำพูดดังกล่าวอาจเป็นไปได้ว่า เรื่องฉันดื่มดวงอาทิตย์จะอยู่ในลำดับที่แปด
อย่างไรก็ตามข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด คือ ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ของบินหลา สันกาลาคีรี หรือวุฒิชาติ ชุ่มสนิท เคยได้รับการพิจารณาเพื่อคัดเลือกให้ได้รับรางวัลซีไรต์จริง เพียงแต่ไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 7 เล่มสุดท้ายได้
ทีมงานจึงเรียนมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน พร้อมทั้งขออภัยมา ณ ที่นี้ ที่ทำให้ท่านได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อเมื่อสอบถามโดยละเอียดแล้วจึงทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
อนึ่ง หน้าหนังสือหนังหาขอขอบพระคุณสำหรับทุกความคิดเห็น ทุกคำทักท้วงที่ตอบเข้ามา และหากผู้อ่านท่านใดมีข้อมูลอันเป็นประโยชน์หรือข้อขัดแย้งใดๆ พื้นที่ตรงนี้ ยังคงรับทุกความคิดเห็นเช่นที่เคยเป็นมา
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงและขออภัยมา ณ ที่นี้
หนังสือหนังหา-ผู้จัดการออนไลน์
|
|
คม ชัด ลึก วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2548
เปิดใจ บินหลา สันกาลาคีรี เจ้าของนิทานก่อนตื่น ...เจ้าหงิญ ซีไรต์ปี 2548
กลายเป็นหนังสือ 'ขาดแผง' ขายดิบขายดีเป็นเบสท์เซลเลอร์ไปแล้ว! สำหรับหนังสือชื่อแปลก เจ้าหงิญ (อ่านว่า เจ้า-หงิน) ของ บินหลา สันกาลาคีรี ซึ่งเพิ่งคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปีนี้ มาครองสดๆ ร้อนๆ โดยคณะกรรมการมีมติให้ เจ้าหงิญ สมควรได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2548
เพราะผู้ประพันธ์สามารถ เรียงร้อยผลงานรวมเรื่องสั้น 8 เรื่อง เข้าด้วยกันจนทำให้เรื่องสั้นกลายเป็นเรื่องยาว และเป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นกับเรื่องท้ายมาบรรจบกันอย่างแนบเนียน จึงถือว่าเป็นนวัตกรรมวิธีการเล่าเรื่องที่จัดว่า 'สดใหม่' ของวงการวรรณกรรมไทย ทำให้ เจ้าหงิญ เฉือนเอาชนะผลงานรวมเรื่องสั้น 'อุบัติการณ์' ของ วรภ วรภา ไปอย่างคะแนนสูสีกันอย่างยิ่ง
วันรุ่งขึ้นหลังประกาศผล ก็ได้มีการเปิดตัวนักเขียนซีไรต์คนใหม่โดยทันที ณ โรงแรมโอเรียนเต็ล โดยมี ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร หนึ่งในกรรมการซีไรต์ปีนี้ ทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์ 'เปิดใจ' นักเขียนซีไรต์คนล่าสุด หลายคนข้องใจว่า บินหลา สันกาลาคีรี คือใคร? ชื่อนี้เป็นนามปากกาหรือเปล่า? เพราะเมื่อทราบว่าเขาคือผู้คว้ารางวัลอันทรงเกียรติ ปรากฏว่าแทบไม่มีใครในวงการวรรณกรรมรู้จักชื่อเสียงเรียงนามจริงของเขาเลย!...อ.ตรีศิลป์เปิดประเด็นเป็นคำถามแรก เจ้าของซีไรต์ระบายรอยยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อได้ยินคำถาม ทว่าคำตอบกลับปฏิเสธว่า ตัวเขาไม่ค่อยได้ใช้ชื่อจริงในการทำงานเท่าใดนัก ขอเก็บชื่อนามสกุลจริงไว้เป็น 'พื้นที่ส่วนตัว' จะดีกว่า แล้ววงการหนังสือก็จะคุ้นชื่อ บินหลา ดีอยู่แล้ว หรือใครจะเรียกว่า 'ต้อ' ตามชื่อเล่นก็ได้ คำตอบจึงเป็นการสรุปเจตนาที่จะแสดงตัวตนไว้เพียงโลกแห่งการเล่าเรื่องในหน้ากระดาษเท่านั้น!!! แต่ก็ได้แนะนำตัวเองต่อไปว่า บินหลา สันกาลาคีรี คือนามปากกาที่เขาตั้งเมื่อปี 2530 ตอนนั้นกำลังทำงานอยู่ในกอง บก.นิตยสารไปยาลใหญ่ และกำลังเรียนอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แล้วเมื่อนักศึกษาคณะนี้เขาปวารณาตัวเป็นนกน้อยในไร่ส้ม เด็กจากปักษ์ใต้ จ.ชุมพร อย่างเขาจึงขอตั้งตัวเป็น 'บินหลา' หรือนกกางเขนดงดูจะเหมาะกับหุ่นตัวเองมากกว่า ส่วนนามสกุลได้มาจากขุนเขา สันกาลาคีรี เพราะบ้านอยู่แถบเทือกเขานี้ ชื่อนี้จึงบอกที่มาที่ไปได้ชัดเจน
แม้เรียนไม่จบปริญญาจากรั้วจามจุรี แต่เขาก็ได้ทำงานหนังสือมาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่นักข่าวหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ และก้าวมาเป็นนักเขียนที่มีผลงานทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารคดีท่องเที่ยว ซึ่งเป็นที่รู้จักในหมู่นักอ่านหลายเล่ม เช่น ปลาฉลามฟันหลอ บินทีละหลา คนรักกับจักรยาน คิดถึงทุกปี ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย ส่วน "เจ้าหงิญ" เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 3 โดยเขาเริ่มเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่เรียนมัธยมแล้ว
"ผมได้ความรักในเรื่องการเขียนหนังสือมาจาก 'พ่อ' ซึ่งเป็นครูภาษาไทย ตำรับตารามีเต็มบ้าน ผมเลยอ่านลิลิตพระลอจบตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นประถม พอ 10 ขวบ กลับชอบนวนิยายกำลังภายใน เรื่อง มังกรหยก มากกว่า รสนิยมการอ่านก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แล้วโลกแห่งการอ่านก็กว้างขึ้นมาจริงๆ ตอนเรียนอยู่นิเทศศาสตร์เพราะเพื่อนที่นี่จะแนะนำให้เราได้รู้จักอ่านวรรณกรรมชั้นดีระดับโลกหลายต่อหลายเล่ม แล้วเมื่ออ่านมากความอยากเขียนมันก็ตามมาโดยอัตโนมัติ" บินหลา กล่าวถึงจุดเริ่มของความรักในสวนอักษร
แต่ถึงอย่างไร พ่อแม่ยุคนั้นก็ไม่ปรารถนาให้ลูกเติบโตขึ้นมาประกอบอาชีพนักเขียน แม้แววของลูกเปล่งประกายมากมายก็ตาม เพราะพ่อมีเหตุผลว่าอาชีพนี้มันข้นแค้น แต่เขาก็ยังคงรั้นที่จะเดินมาทางสายนี้โดยเลือกเอนทรานซ์เข้านิเทศฯ จุฬาฯ และมาสมัครเป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจ สังกัด นสพ.มติชน "ทำงานเป็นนักข่าวได้สองปีก็อยากออกไปท่องเที่ยวแล้ว แต่ที่สุดก็ได้กลับมาทำงานหนังสืออีกครั้งที่นิตยสารไปยาลใหญ่ จนถึงปี 2537 คราวนี้รู้สึกว่า 'พอ' จริงๆ เพราะผมอยากสานความฝันการเป็นนักเขียน อย่างจริงๆ จังๆ เริ่มจากการเขียนเรื่องสั้น เรื่องแรกคือ ฉันดื่มดวงอาทิตย์ แล้วก็ฝันต่อว่าอยากเขียนนวนิยาย จนวันนี้นวนิยายเรื่องล่าสุดก็ยังไม่จบเสียที" นักเขียนซีไรต์ คนล่าสุด กล่าว
ผลงานแต่ละเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย ฉันดื่มดวงอาทิตย์ ทำไมบินหลาจึงชอบดื่มกินอะไรที่เป็นไปไม่ได้? หรือการเขียนเป็นแนวจินตนาการเสียส่วนใหญ่? ซึ่งเป็นการตั้งข้อสังเกตกึ่งคำถามของ อ.ตรีศิลป์ นักซึ่งเขียนหนุ่มใหญ่ วัย 40 ปี ก็ตอบกลับมาทันทีว่า "ดื่มได้สิครับ เพราะมันคือการ...ดื่มด่ำ" เป็นคำตอบคมๆ ที่พราวไปด้วยความฝัน แต่เมื่อ อ.ตรีศิลป์ ถามต่อไปว่า จากอาชีพนักข่าวกินเงินเดือนประจำเมื่อเขาก้าวมาสู่ถนนนักเขียนอย่างเต็มตัว ชีวิตของเขาเป็นอย่างไรบ้าง?
"ตอนนั้นกำลังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เมื่อลาออกจากงานผมก็มองเห็นความลำบากรออยู่ตรงหน้าแน่นอน! จึงตัดสินใจย้ายจากกรุงเทพฯ มาตั้งรกรากอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ แล้วเพื่อนก็ซื้อจักรยานให้ 1 คัน ผมเลยได้ถีบจักรยานแทนขับรถซึ่งก็ไม่มีใครเชื่อหรอกนะว่าหุ่นอย่างผมจะถีบจักรยานได้ (หัวเราะ) แล้ววันหนึ่งผมก็ถีบจักรยานจากเชียงใหม่ลงมากรุงเทพฯ ระยะ 700 กว่ากิโล ถึงจะใช้เวลายี่สิบกว่าวัน แต่ก็มาถึงและเราก็มีความสุขดี ผมจึงรู้สึกว่าชีวิตคนเรานั้น ไม่จำเป็นต้องเดินไปตามระบบที่สังคมวางไว้เสมอไป" บินหลา อธิบาย
ด้วยเหตุนี้ 'จักรยาน' จึงเข้ามามีส่วนร่วมในผลงานเขียนของเขาหลายต่อหลายครั้ง เช่น คนรักกับจักรยาน หรือ เจ้าหงิญ ตอน เจ้าหญิงเสียงเศร้าแห่งดาวดวงที่สี่ ซึ่งมีเรื่องราวการนำเอาวัสดุรีไซเคิลมาทำเป็นจักรยาน
เรื่องเหล่านี้คือตัวตนของบินหลา ซึ่งสะท้อนได้ถึงความเป็นนักเดินทาง นักแสวงหา ใช่หรือไม่? อ.ตรีศิลป์ ยิงคำถามต่อไป
"การเดินทางทำให้เราได้เห็น ได้เข้าใจ ได้เรียนรู้ผู้คน และมันคือกระบวนการอย่างหนึ่งก่อนจะย่อยเป็นประสบการณ์ออกมาผ่านงานเขียน ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลงาน และขยะ ถ้าเมื่อใดขยะใหญ่กว่าผลงาน กระบวนการเหล่านี้ก็ล้มเหลว"
บินหลาบอกเหตุผลของความเป็นนักเดินทางของเขา แล้วถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้ของนักเขียนคนนี้ก็จะรู้ว่า เขายังเป็นนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนตัวจริงเสียงจริง! แต่ เจ้าหงิญ หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นหนังสือเด็ก ซึ่งเขาบอกว่าเรื่องนี้เขียนขึ้นมาเพราะคิดถึงเด็ก แต่คนที่อยากให้อ่านมากที่สุดนั้น บิหลาฝันอยากให้คนเป็นพ่อแม่ได้อ่านมากกว่า!
"ผมเชื่อว่าความดีงามจะถูกส่งต่อได้ เช่นเดียวกับความเลวร้าย หรือความหยาบกระด้าง ความละเอียดอ่อนก็เช่นกัน เพราะฉะนั้นคนที่ผมอยากให้อ่านคือพ่อแม่ของเด็กซึ่งเขาจะเป็นคนดูแลคนรุ่นต่อไป ก่อนหน้านี้ หนังสือผมขายได้พันกว่าเล่ม จากการพิมพ์ครั้งที่ 1 ยอดพิมพ์ 3,000 เล่ม แต่ทันทีที่ได้เข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายของซีไรต์ หนังสือได้พิมพ์ครั้งที่ 2 ทันที และตอนนี้คงพิมพ์ครั้งที่ 3 ไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่ารางวัลซีไรต์คือสะพานอันหนึ่งที่เชื่อมความฝันนั้น ถ้าหนังสือผมไม่ได้รางวัลก็จะไม่เป็นที่รู้จักมากขนาดนี้ มันอาจจะไปช้าแบบจักรยานของผม ตอนนี้ผมแค่เปลี่ยนยานพาหนะชั่วคราวเท่านั้นเอง"
...ขณะที่ เจ้าหงิญ ยังเป็นเรื่องจินตนาการอยู่ในหัว ผมก็ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า เมื่อเราต้องการเล่าเรื่องดีๆ ให้คนอ่านฟัง ทำไมไม่ลองเขียนเป็นนิทานก่อนตื่นให้เขาได้อ่านกันล่ะ? คงจะดีกว่านิทานก่อนนอน เพราะเมื่อเขาได้รับรู้เรื่องดีๆ ก่อนตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้น มันน่าจะเป็นวันที่สดชื่น และมีความสุข แล้วถ้าคนอ่านรู้สึกอย่างนี้ผมเป็นคนเขียนก็คงจะมีความสุขอย่างมากตามไปด้วย
|
|
ผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2548
กู่ร้องให้ก้องฟ้า!!ข้าฯโบยบินมาจาก
สันกาลาคีรี
บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนซีไรต์คนล่าสุด
โด่งดังไปทั่วประเทศในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน หลังจากที่คณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ประกาศผลการตัดสินว่า เรื่อง เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2548 สร้างความฮือฮาให้แก่แวดวงวรรณกรรมไม่น้อย
บินหลา สันกาลาคีรี หรือ ชื่อจริงนามสกุลจริงว่า วุฒิชาติ ชุ่มสนิท ผู้นี้ เป็นใครมาจากไหน? วันนี้ความคิดเห็นต่างๆ ของผู้ชายคนนี้ คงทำให้ผู้อ่านรู้จักตัวตนของเขาเพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากที่เคยสัมผัสได้ในงานเขียน
"ในถนนนักเขียน ผมใช้ชื่อว่าบินหลา สันกาลาคีรี หรือเรียกผมว่าต้อก็ได้ ผมชื่อต้อ" หลายคนอาจสงสัยว่าชื่อบินหลามีที่มาและมีความหมายว่าอย่างไร เจ้าตัวพาย้อนความทรงจำเพื่อตามหาความหมายของชื่อ " ปี พ.ศ. 2530 ผมทำงานให้กับคุณ ศุ บุญเลี้ยง บรรณาธิการคนแรกของผม เขียนหนังสืออยู่ที่นิตยสารไปยาลใหญ่ แล้วก็เป็นช่วงที่เรียนอยู่นิเทศศาสตร์จุฬาฯ ในยุคนั้น เขานิยมเป็นนกกัน ผมก็เลยเกิดความคิดว่า ผมเป็นนกที่บินมาจากบ้านผม บินมาจากที่นั่นจากชายเทือกเขาสันกาลาคีรี ผมจึงใช้ชื่อ นกบินหลา หรือนกกางเขนดง จากเทือกเขาสันกาลาคีรี ตั้งแต่นั้น"
บินหลา เกิดที่ชุมพร เมื่ออายุ 4 ขวบ ได้ย้ายไปสงขลาและเติบโตที่นั่น กระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยจึงมาอยู่กรุงเทพฯ และปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างสุขสงบอยู่ที่เชียงใหม่
"พ่อผมเป็นครูสอนภาษาไทย สอนประวัติศาสตร์และวรรณคดีด้วย" นี่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เขารักการอ่าน นวนิยายกำลังภายในอย่างมังกรหยก คือหนังสือที่บินหลาชอบอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ต่อเมื่อโตขึ้น นิสัยในการอ่านหนังสือก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป และสิ่งสำคัญที่เจ้าตัวยอมรับคือ การอ่านหนังสือทำให้มีมุมมองและโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น
บินหลาเคยสอบติดที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แต่แท้จริงแล้วตัวเขาอยากเป็นผู้สื่อข่าว จึงเอ็นทรานซ์ใหม่อีกครั้ง และสอบติดที่คณะนิเทศศาสตร์จุฬาฯ ดังที่ตั้งใจไว้
" ผมเป็นนักข่าวสายเศรษฐกิจอยู่ที่มติชนสองปี แล้วก็ไปอยู่ไปยาลใหญ่กับคุณศุ จากนั้นจึงไปเป็นนักข่าวสายบันเทิงที่ข่าวสดอีก 4 ปี และลาออกในปี 2537 เพราะผมอยากเป็นนักเขียน"
สำหรับเรื่องเจ้าหงิญ ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ณ วันนี้ ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของการตีความ ถึงเหตุการณ์และตัวละครต่างๆ ในเรื่อง อาทิ เก้าอี้ดนตรี ซึ่งทำให้ผู้อ่านเห็นภาพว่า การละเล่นชนิดนี้ ผู้ใหญ่อาจมองว่าเป็นเกมที่สนุก จึงพาเด็กๆ เล่นเกมนี้กับเพื่อนๆ ที่โรงเรียน โดยไม่ทันคิดว่าได้ปลูกฝังการแข่งขันและการมุ่งเอาชนะคนอื่นให้แก่เด็กโดยไม่รู้ตัว บินหลา เลือกที่จะเล่าเรื่องนี้ผ่านมุมมองของเก้าอี้ ซึ่งคณะกรรมการมองว่า ตัวผู้เขียนตั้งใจเปรียบเทียบหรือเสียดสีกับระบบการศึกษาของไทย ขณะที่ตัวเขาเองแสดงความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า
" การแข่งขันไม่ใช่ความเลวร้าย แม้กระทั่งเก้าอี้ที่ผมนั่งอยู่ ก็ไม่แน่ว่าเป็นเก้าอี้ดนตรีหรือเปล่า? แต่มันจะเลวร้ายกว่านั้นถ้าหากคุณไม่เข้าใจความหมาย หรือถ้าหากคุณแสวงหามัน โดยที่คุณไม่แสดงสถานะเก้าอี้ ตรงกันข้ามกลับให้เก้าอี้แสดงสถานะคุณ" บินหลากล่าวต่อไปอีกว่า ทุกวันนี้ผู้คนส่วนมากพยายามยกย่องเชิดชูคนที่อยู่บนเก้าอี้ มากกว่าจะให้ความสำคัญว่าเขาได้โอกาสมาอยู่บนเก้าอี้ได้อย่างไร
นอกจากเรื่องของเก้าอี้ดนตรีแล้ว อีกสัญลักษณ์หนึ่งที่ชวนให้คณะกรรมการและผู้อ่าน ต่างชื่นชอบและขณะเดียวกันนั้นก็ชวนให้เกิดการตีความได้มากมายไม่แพ้เก้าอี้ดนตรี คือ สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ แม้ผู้ที่ได้อ่านเจ้าหงิญ จะพบคำเฉลยในเรื่อง ว่าสีที่แปดของรุ้งกินน้ำคืออะไร แต่หากมองให้ลึกและวิเคราะห์สิ่งที่ผู้เขียนแฝงเอาไว้ จะพบว่าคำตอบไม่ได้มีเพียงแค่ในหนังสือเท่านั้น
แรงบันดาลใจในการเขียนรื่องนี้ บินหลาอธิบายว่า
" ผมต้องการบอกว่า มันเป็นไปได้ยาก ที่รุ้งกินน้ำจะมีแปดสี แต่โอกาสที่รุ้งจะเกิดสีที่แปดขึ้น ยังมากกว่าโอกาสที่คนเราจะเข้าใจกัน แต่นั่นไม่สำคัญ เพราะที่สำคัญกว่าคือ แม้เขาไม่เข้าใจเรา แต่ขอให้เราเข้าใจเขาก็พอ"
นอกจากนี้ เขาได้เล่าถึงการวางโครงเรื่อง และสิ่งที่มุ่งหวังให้คนอ่านได้รับ
"เรื่องสั้นชุด เจ้าหงิญ แตกต่างจากเรื่องสั้นที่ผ่านๆ มาของผม คืองานครั้งนี้ ผมคิดภาพโดยรวมขึ้นมาก่อนเลย คิดภาพรูปเล่มขึ้นมาก่อน วางโครงเรื่องหลักๆ ขึ้นมาว่ามีแต่ละชิ้นแต่ละส่วนเป็นอย่างไร หลังจากนั้นก็ทำแต่ละชิ้นส่วนให้สำเร็จ แล้วประกอบกันขึ้นมาเป็นเล่ม"
เรื่องสั้นชุดนี้ ในขณะที่คิดโครงเรื่องขึ้น บินหลาบอกว่าเขาคิดถึงคนทุกคน แต่คนที่ตัวเขาอยากให้อ่านที่สุดกลับไม่ใช่เด็ก (เช่นที่ใครๆคิด ด้วยเห็นรูปเล่มสีสันสดสวยเหมือนนิทาน)
แต่เป็นพ่อแม่เด็กที่เขาอยากให้อ่าน ด้วยเหตุผลที่ว่า " ผมอยากให้คนที่ดูแลคนรุ่นต่อไป ใช้ความรู้สึกคิดดูว่า คนรุ่นต่อไปของคุณจะต้องดูแลคนอีกรุ่นหนึ่ง ความดีงามจะถูกส่งต่อได้ ก็พอๆ กับที่ความเลวร้ายจะถูกส่งต่อ ความหยาบกระด้างถูกส่งต่อได้ ก็พอๆ กับที่ความละเอียดอ่อนจะถูกส่งต่อเช่นกัน คุณดูแลคนรุ่นต่อไปอย่างไร เขาก็จะดูแลคนรุ่นถัดไปเช่นนั้น"
นอกจากอยากให้พ่อแม่ของเด็กทุกคนได้อ่านแล้ว บินหลากล่าวว่าอีกส่วนที่สำคัญคือ เขาเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาด้วย 'ความรัก'
"ผมมีความรักที่ผมคิดว่ามันชัดเจน ผมรู้สึกได้ ผมจึงเขียนงานนี้ขึ้นมาจากความรู้สึกนั้น
ตอนที่ผมคิดภาพงานชุดนี้ขึ้นมา ผมเคยตั้งคำถามว่า ที่เราต้องการเล่าเรื่องดีๆ ให้เด็กฟังก่อนนอน ก็เพื่อที่เขาจะได้ฝันดี มีความสุขทั้งคืน ได้เจอเรื่องดีๆในวันรุ่งขึ้น เมื่อตื่นมาก็เป็นวันที่สดชื่นใช่หรือไม่"
บินหลาจึงคิดว่า หากสามารถทำอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่นิทานก่อนนอน แต่เป็นนิทานก่อนตื่นบ้าง จะเป็นอย่างไร เป็นการตื่นที่สดชื่นและเปลี่ยนไปจากเมื่อวาน ไม่ใช่ตื่นซ้ำๆ กันทุกวัน แต่การตื่นในความคิดเขาคือการตื่นตัว "ผมอยากแทรกความคิดดีๆลงไประหว่างที่คุณนอน ซึ่งนั่นก็น่าจะเป็นความสุขของผมด้วย มันคือความฝันของมนุษย์ที่จะทำอย่างนั้นได้ ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร นอกจากใช้นิทาน"
เรื่องสั้น เจ้าหงิญ ที่คว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ประจำปีนี้
กล่าวถึงเจ้าหงิญไปแล้ว คงน่าเสียดายหากไม่ถามถึงความรู้สึกหลังได้เป็น นักเขียนซีไรต์
บินหลากล่าวถึงเรื่องนี้ว่า การที่เขาได้รางวัลซีไรต์หรือไม่ได้รางวัลนั้น ไม่ได้เป็นการพิสูจน์อะไรเลย นอกเสียจากเป็นการพิสูจน์ว่ากรรมการชอบ แต่หากถามว่ารู้สึกอย่างไร เขารู้สึกตื่นเต้นรวมทั้งเป็นความสุขที่อธิบายยาก
"เป็นความรู้สึกที่ว่า มีคนพยายามช่วยอธิบายงานของผม ความจริงแล้วปีนี้ผมเข้ารอบแปดคนด้วยความสบายใจมาก เพราะผมไม่คิดว่าตัวเองจะได้ ผมชอบอ่านอุบัติการณ์ ชอบนักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได แล้วก็ชอบนิทานกลางแสงจันทร์ คิดว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับตัวผม แต่พอใกล้ถึงวันประกาศผล ผมก็รู้สึกอึดอัดๆ จึงรู้ตัวว่าเราก็หวังอยู่เหมือนกัน" บินหลากล่าวพร้อมกับยิ้มอย่างอารมณ์ดี รางวัลที่ได้รับ มีผลทำให้เกิดความกดดันในการสร้างสรรค์ผลงานหรือไม่ คำตอบของเขาคือ
"แน่นอนว่ามันส่งผล ทั้งส่งผลต่อความรู้สึกและส่งผลต่อการเตือนตัวเอง จริงๆ แล้วผมอยู่ได้ด้วยผู้อ่าน ผมเตือนตัวเองมาตลอด แม้ว่าผมจะไม่ได้รับรางวัล ความคาดหวังต่อผมก็ยังต้องเพิ่มมากขึ้น และผมเองก็คาดหวังต่อตัวเองมากขึ้นด้วย"
บินหลากล่าวว่า เขาไม่เคยคิดว่าการเขียนหนังสือคือบันได เพราะสำหรับเขา ไม่มีขั้นที่หนึ่ง สอง สาม หรือสี่ แต่การเขียนหนังสือเปรียบได้กับการขึ้นภูเขา
"ผมอาจจะขึ้นเขาลูกแรกสูง 1,000 เมตร แต่พอลูกที่สองกลับสูงแค่ 200 เมตร ก็เป็นไปได้ หรือลูกที่สองคุณตั้งใจจะให้สูงสองพันเมตรจากพื้นแต่ขาหักตั้งแต่ห้าสิบเมตรแรกก็เป็นไปได้เช่นกัน ดังนั้นมันไม่ได้เป็นการการันตีเลยว่าคุณขึ้นลูกแรกได้เท่าไหร่แล้วคุณต้องขึ้นลูกที่สองได้สูงกว่านั้น ขึ้นได้ดีกว่าหรือขึ้นได้เร็วกว่า แต่อย่างน้อยคุณต้องสำนึกไว้เสมอว่า คุณเคยขึ้นพันเมตรมาแล้ว"
บินหลาไม่เรียกว่าแรงกดดันเสียทีเดียว แต่เขาเรียกมันว่าความคาดหวัง ซึ่งตัวเขาเองก็จะผิดหวังในตัวเองเช่นกัน หากทำไม่ได้อย่างที่มุ่งหวังไว้
คำถามสุดท้ายที่ยังคงคาใจใครหลายๆ คน และก่อให้เกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์อย่าง
มาก เกี่ยวกับชื่อเรื่องที่สลับตัวอักษรจากเจ้าหญิง เป็น เจ้าหงิญ ว่ามีความหมายหรือความนัยใดซ่อนไว้ บินหลากล่าวถึงสิ่งนั้น ว่า
"การตีความเป็นหน้าที่ของคนอ่าน ผมคงไม่ไปก้าวล่วงหรือไปอธิบายว่าการตีความอย่างนั้นถูกหรือผิด เมื่อถึงวันหนึ่งเรื่องทุกเรื่องต้องได้รับการเฉลย ถ้าคุณได้รับคำตอบนั้นด้วยตัวเอง คงจะดื่มด่ำและประทับใจกับมันมากกว่าการที่คนอื่นเฉลยให้คุณ หากผมบอกว่าผมหมายความถึงอะไร มันอาจจะเป็นเรื่องที่ผู้อ่านสูญเสียความสนุกสนานส่วนตัวไป"
แล้วคุณล่ะ พบคำเฉลยจากเจ้าหงิญด้วยตัวเองหรือยัง...คำเฉลยที่บินมาพร้อมกับนกกางเขนดง..บินหลา สันกาลาคีรี
|
|
จุดประกาย วรรณกรรม ปีที่ 16 ฉบับที่ 6099 วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2548
บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนซีไรต์ 2548
ภาวะอึ้งระทึกเกิดขึ้นชั่วขณะ!! ภายหลังสิ้นคำประกาศของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ว่าผู้ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ ประเภทรวมเรื่องสั้น ประจำปี 2548 นั้นคือเรื่อง 'เจ้าหงิญ' ของ บินหลา สันกาลาคีรี ...ก่อนจะมีเสียงปรบมือดังตามมา
พรชัย จันทโสก : รายงาน jantasok@yahoo.com
โดยก่อนหน้าที่จะมีการประกาศผลนั้น รวมเรื่องสั้นชุด 'อุบัติการณ์' ของ วรภ วรภา และ 'ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป' ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ต่างก็ถูกคาดหมายว่าสมควรจะได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปีนี้ ซึ่งถือว่าพลิกความคาดหมาย เนื่องจากความโดดเด่นด้วยวิธีการนำเสนออันแปลกใหม่ของ 'เจ้าหงิญ' ที่ใช้กลวิธีการเล่าเรื่องแบบนิทานมาเขียนเป็นเรื่องสั้น สะท้อนโลกของความเป็นจริงได้อย่างน่าสนใจ และสามารถอ่านได้ทุกระดับนั่งเอง
แม้ความเคลื่อนไหวช่วงที่ผ่านมาของเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์ปี 2548 ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นมากนัก เพราะดูจากเรื่องที่ผ่านเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้าย อันได้แก่ เรื่อง 1.เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี 2.ต้นไม้ประหลาด ของ อุเทน พรหมแดง 3.นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได ของ จักรพันธุ์ กังวาฬ 4.นิทานกลางแสงจันทร์ ของ ประชาคม ลุนาชัย 5.เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ 6.ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร 7.สายลมบนถนนโบราณ ของ มาโนช พรหมสิงห์ และ 8.อุบัติการณ์ ของ วรภ วรภา ย่อมเกิดการคาดเดาได้ว่าเล่มไหนน่าจะได้รับการประทับตราอันทรงเกียรตินี้
สำหรับคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) รอบสุดท้าย ประกอบด้วย อ.นิตยา มาศะวิสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 6 ท่าน ได้แก่ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี, คำสิงห์ ศรีนอก, ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร, ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, ไมตรี ลิมปิชาติ และศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ โดยงานแถลงข่าวประกาศผลรางวัลซีไรต์ เมื่อวันพุธที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ ห้องแม่กลอง โรงแรมโอเรียนเต็ล นั้น ไม่ปรากฏ คำสิงห์ ศรีนอก ด้วยเหตุผลว่าติดธุระจำเป็นที่จังหวัดนครราชสีมา จึงไม่สามารถมาร่วมงานแถลงข่าวได้
และเป็นธรรมเนียมเฉกเช่นทุกปีที่กรรมการ แต่ละท่านจะต้องวิพากษ์วิจารณ์ถึงเนื้อหาของงานเขียนที่ได้รับรางวัล
เริ่มจากประธานคณะกรรมการตัดสิน อ.นิตยา มาศะวิสุทธิ์ กล่าวถึงเหตุผลว่าทำไมจึงพิจารณาคัดเลือกให้รวมเรื่องสั้นเรื่อง 'เจ้าหงิญ' ของ บินหลา สันกาลาคีรี เป็นผลงานที่ควรค่าแก่รางวัลซีไรต์ ว่า
"โลกของความสับสนวุ่นวายขณะนี้ โลกที่หลายสิ่งเกิดขึ้นมา โลกที่ดูจะไร้ความหวัง หนังสือรวมเรื่องสั้น 'เจ้าหงิญ' กลับทำให้โลกสว่างไสวขึ้นได้โดยวิธีที่แปลก หลายคนคงคุ้นเคยกับการอ่านเรื่องสั้นในรูปแบบตามขนบ อาจจะเกิดความกังขาว่าทำไมกรรมการชุดนี้ถึงได้เลือกรวมเรื่องสั้นที่เล่าเรื่องเป็นนิทานเหมือนให้เด็กๆ อ่าน ได้รับรางวัล น่าจะเป็นคำถามที่กังขาเหมือนกัน เพราะมีเรื่องของเจ้าหญิงเจ้าชาย มีงูเจ็ดหัว มีรุ้งกินน้ำ อะไรต่ออะไรหลากหลายไปหมด มันเป็นเรื่องของเด็กเท่านั้นหรือ หรือมีสารอะไรที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อให้คนร่วมสมัยได้อ่าน ที่ทำให้ได้คิดและสำนึกในความเป็นจริงของพฤติกรรมของมนุษย์และการแก้ปัญหาในโลกปัจจุบัน อยากจะพูดถึงเรื่องนี้ในแง่อารมณ์ขัน ทุกเรื่องมีการล้อหรือมีการหยอกพฤติกรรมของมนุษย์ และค่อนข้างที่จะทำให้ 'เวอร์' ไป คือขยายความเสียจนกระทั่งเรารู้สึกตลก ชวนขันมาก สะท้อนพฤติกรรมของคนในปัจจุบันทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเป็นในรูปนิทาน"
และยังบอกถึงขั้นตอนการพิจารณาอีกว่า "เมื่อเข้ารอบสุดท้ายมา 8 เล่ม ทุกเล่มล้วนแต่ดีทั้งนั้น แต่ในเชิงเปรียบเทียบต้องตัดสินให้ได้ว่าจะเลือกเล่มไหน กรรมการใช้คำว่า 'มีมติ' ไม่ได้ใช้คำว่า 'มีมติเป็นเอกฉันท์' เพราะในที่สุดแล้วกรรมการทุกคนต้องคุยกัน อภิปรายกันมากมาย ร่วมกันมีมติ และไม่อยากให้คนมานั่งถามอีกว่า 'มติเอกฉันท์หรือเปล่า' รูปแบบเลยมีมติออกมาอย่างนั้น กรรมการทุกคนพูดจาและตกลงกัน ถกเถียงกันมากพอสมควร" อ.นิตยา กล่าว
นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า "ที่สุดแล้วกรรมการเห็นว่า 'เจ้าหงิญ' มีวิธีการเล่าเรื่องที่แหวกขนบออกไป ถือเป็นนวัตกรรมอย่างหนึ่งในการเล่าเรื่อง ส่วนเรื่อง 'อุบัติการณ์' เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันมาก และเป็นเรื่องของสังคม-วัฒนธรรม แต่กรรมการช่างน้ำหนักแล้วเห็นว่าอุบัติการณ์เป็นการเล่าเรื่องตามขนบ วัตถุประสงค์หรือว่าเกณฑ์ของรางวัลซีไรต์ เราจะเน้นการริเริ่มสร้างสรรค์ อันไหนที่แปลกแหวกขนบออกไปแนวทางใหม่ๆ ก็จะได้น้ำหนักหน่อย เพราะฉะนั้นถึงได้บอกว่าตัดสินยาก อยากให้มากกว่าหนึ่งรางวัล แต่เวลาคนอ่านแวบแรกจะนึกว่ามันเป็นเรื่องนิทาน เรื่องเด็กๆ แต่ต้องมองให้ลึกเข้าไปสักหน่อยหนึ่ง แล้วจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้พูดเล่นๆ นะ นี่มันเรื่องจริงๆ"
ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี มองว่า "รวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นรูปแบบของเรื่องเล่าแบบนิทานคือ 'กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว' และตัวละครเป็นตัวละครสมมติ แต่เอามาผูกเรื่องเพื่อวิพากษ์เหตุการณ์ในชีวิตจริงในปัจจุบัน แม้ลักษณะจะเป็นเรื่องสั้นในรูปของนิทาน แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องในอดีตทั้งหมด เพียงแต่เป็นการขอยืมเรื่องนิทานกับตัวละคร เพื่อจะมาวิพากษ์พฤติกรรมของมนุษย์ตามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งความเป็นพฤติกรรมของมนุษย์นั้น จริงๆ เป็นกลวิธีที่นักเขียนไทยได้ใช้มาแล้ว แต่ว่าในเรื่องนี้ทำให้น่าสนใจตรงที่เล่นล้อกับเรื่องต่างๆ ด้วยอารมณ์ขัน
ตัวอย่างเช่นเรื่อง 'เก้าอี้ดนตรี' เรื่องนี้จะทำให้เก้าอี้เหมือนกับเด็กคนหนึ่งที่เกิดมาในร่างของเก้าอี้ มีความรู้สึกภูมิใจตัวเอง พอโรงเรียนซื้อไป เก้าอี้ดีใจมากที่เขาเห็นคุณค่า แต่ว่าต้องผิดหวังเพราะแทนที่จะเป็นดนตรีฟังเพื่อความเพลิดเพลิน แต่กลับเป็นการช่วงชิงกัน ในเรื่องจะบอกว่าเก้าอีตัวนี้ผิดหวังมาก เพราะมีคนมาแย่งกันนั่งเก้าอี้ เก้าอี้เลยต้องเปลี่ยนตัวเองไปเป็นเก้าอี้ที่เกเรขึ้น ถ้าใครมานั่งก็จะทำเผละขาออกมาให้เขาล้มบ้าง หรือทำเป็นตะปูโผล่ออกมาบ้าง คล้ายๆ กับไม่ชอบการช่วงชิง การเอาชนะกัน ลักษณะเช่นนี้ทำให้เห็นว่าเรื่องเหมือนนิทาน แต่เอามาล้อเล่นกับพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง" ศ.ดร.กุสุมา กล่าว
สำหรับ ศ.ดร.นพ.วิทยา นาควัชระ กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ทันทีว่า "ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความสุข ปริ่มเปรมใจว่าเรายังมีความหวังในโลกของวัตถุนิยม-บริโภคนิยม ผมว่าเรื่องนี้เป็นเหมือนสื่อที่ดีที่ใช้นิทานเป็นสื่อในการเล่าเรื่อง เพื่อสอนให้รู้สัจธรรมผ่านนิทาน ผู้อ่านลดตัวตนลงมายอมรับการสื่อได้ง่ายกว่า ยกตัวอย่างเช่น การกระทำความดีงามหรือการกระทำทั้งหลาย ความดีงามหรือว่าสัจธรรมทั้งหลายจะสอนคน อ่านแล้วเกิดความรู้สึกยิ้ม มีอารมณ์ขัน มีความสุข และผมมองว่าหนังสือเล่มนี้มีผลต่อการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของผู้อ่านทุกคนให้เกิดความรู้สึกอยากจะใฝ่ดี มองไกล ใฝ่ดี มีคุณธรรม และมีวินัย เป็นต้น"
และยังมองอีกว่า "การกระตุ้นจิตใต้สำนึกนั้น ไม่ใช่กระตุ้นจิตสำนึก เพราะจิตสำนึกเรามักจะรู้ตัวอยู่แล้ว รู้ว่าดีและไม่ดีเป็นอย่างไร เราตอบได้ เราพูดได้ แต่จิตใต้สำนึกมันอยู่ใต้ของจิตใจมนุษย์ มนุษย์ทุกคนถ้าจิตใต้สำนึกดีก็จะเป็นคนดี แต่ถ้าคนมีจิตสำนึกดี อาจจะมีจิตใต้สำนึกโหดร้ายได้ แต่สิ่งดีๆ เหล่านี้ไปกระตุ้นจิตใต้สำนึกให้เกิดการพัฒนาให้มีคุณธรรมดีขึ้น เพราะฉะนั้นมองว่าการใช้นิทานเข้ามาเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้รับได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย เนื้อหามีการเปรียบเทียบอย่างแยบยล ทำให้มีการอยากสร้างความรักให้กับมนุษย์ มีมิตรภาพ มีความหวัง มีการเป็นผู้ให้ เพื่อให้รู้จักการพอเพียง เช่นเรื่อง 'ชายเดียวดายแห่งภูเขาภาคเหนือ' รวมถึงใช้ภาษาสวยงาม อ่านแล้วมีความสุข อ่านแล้วจะเกิดความสุขทางใจ เกิดความรัก"
ขณะที่ ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร วิจารณ์แบบเน้นๆ ว่า "อยากบอกว่าในความเป็นนิทานนั้น ไม่ใช่นิทาน แต่เป็นเรื่องสั้นที่ใช้รูปแบบของนิทาน ทำไม 'เจ้าหงิญ' จึงหันกลับไปใช้รูปแบบของนิทานซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบของเรื่องเล่ายุคเก่าแก่ที่สุดมาใช้เพื่ออธิบายเรื่องเล่าร่วมสมัย คิดว่าเป็นความตั้งใจและเป็นความตระหนักของผู้เขียนเอง ซึ่งเป็นการแสวงหาความหมายของชีวิต เรื่องที่นำเสนอจะมีเรื่องเจ้าชาย-เจ้าหญิง จริงๆ แล้วเป็นการนำเอาคำคุ้นเคยของเรื่องเล่าสมัยเด็กมาพ่วงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่
อย่างเรื่อง 'สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ' ที่จริงเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ครอบครัวแตกแยก พ่ออยู่ฝั่งแม่น้ำหนึ่ง แม่อยู่อีกฝั่งแม่น้ำหนึ่ง แล้วเด็กเริ่มจะไม่รู้สึกว่าเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง เป็นเจ้าหญิงที่ถูกปล่อย เพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้ให้ความรัก แต่ในที่สุดแล้วคนที่จะมาสมานแผลของผู้ใหญ่นั้นคือเด็ก เด็กที่ต้องเคลื่อนย้ายไปอยู่กับพ่อแม่ ข้ามแม่น้ำไปข้ามแม่น้ำมา ตรงนี้เด็กสามารถแก้ปัญหาให้ผู้ใหญ่ได้ ลักษณะเรื่องเล่าแบบเด็กมันเสียดสีความเขลาของผู้บริสุทธิ์ได้อย่างน่าสนใจ และโลกของจินตนาการกับโลกของความจริงมันซ้อนทับกันอยู่ ทำให้เนื้อหาเป็นแบบนิทาน หรือเป็นนิทานสอนผู้ใหญ่ก็ได้ ฉะนั้นอ่านได้หลายระดับ"
ด้าน ไมตรี ลิมปิชาติ นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เปิดมุมมองว่า "ถ้าพูดถึงในแง่ของการตั้งชื่อเรื่อง น่าสนใจ น่าหยิบ คือการตั้งชื่อเรื่องน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะได้รางวัล เพราะเป็นเรื่องที่แปลกกว่าทั้ง 7 เล่ม และเรื่องสั้นแต่ละเรื่องมีลีลาที่แปลก และการเขียนเรื่องสั้นแบบนี้เป็นการเขียนเรื่องสั้นที่ยากมาก เพราะว่าเรื่องสั้นทั่วไปที่มีอยู่ในตลาดเมืองไทย ส่วนมากจะเอาชีวิตของคนโน้นคนนี้มาเขียน บางทีก็เอาของตัวเองมาเขียน แต่สำหรับเล่มนี้ เขียนโดยเอาชีวิตจริงนั้นมาทำเป็นเหมือนกับนิทาน อ่านแล้วทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี เปลี่ยนเป็นรูปแบบใหม่ สร้างจินตนาการขึ้นมาจากชีวิตจริงๆ ที่มนุษย์มี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะเขียนอย่างนี้ได้
เรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่องในหนังสือเล่มนี้ มีระดับใกล้เคียงกัน และการดำเนินเรื่องชวนติดตาม ใช้สำนวนได้ดี ไม่บรรยายมากเกินไป เรื่องสั้นต้องกระชับ ทุกประโยคทุกสำนวนจะมีประโยชน์ในเรื่องนั้น ถ้าลองไปอ่านดูจะเห็นว่าจะขาดไปแค่บรรทัดเดียว แทบไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังมีคำ มีอารมณ์ขัน ขณะเดียวกันไม่ใช่อารมณ์ขันแบบเดียว ยังได้ความรู้สึกและได้แง่คิดที่ดี ทำให้เรามีความรู้สึกที่จะเป็นคนดี หรือกระทั่งมีสาระแทรกอยู่ในเสียงหัวเราะ เป็นเรื่องสั้นที่เขียนได้ยาก อันนี้เป็นเรื่องที่ผมอ่านแล้วชอบ และสมควรมากที่จะได้รับรางวัลนี้"
ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา ประธานคณะกรรมการตัดสินรอบคัดเลือก และกรรมการรอบตัดสิน มองว่า "เรื่องสั้นชุดนี้สามารถตีความได้หลายอย่าง ทั้งในโลกของความเป็นจริงที่มีความฝันอยากเป็นเจ้าหญิง เมื่อไม่ใช่เจ้าหญิงก็กลายเป็น 'เจ้าหงิญ' คิดว่าน่าจะทำให้เยาวชนสนใจอ่าน และเข้ามาสู่โลกของการอ่านมากขึ้น เพราะว่าเรื่องกระตุ้นจินตนาการ และคิดได้หลายระดับ จริงๆ บ่นกันมาหลายปีแล้วว่าวรรณกรรมซีไรต์อ่านยากเหลือเกิน เผอิญเรื่องนี้มีความลุ่มลึกหลายระดับ และเด็กอ่านได้ ผู้ใหญ่อ่านดี ระดับเด็กก็อ่านเป็นจินตนาการสวยงาม แต่ในระดับของผู้ใหญ่ก็จะตีความโยงไปถึงสังคม โยงไปถึงปัญหา และโยงไปถึงเรื่องปรัชญา การแสวงหาชีวิต หรือว่ามนุษย์ที่เต็มไปด้วยความเขลา ความโลภ ประทับใจเรื่อง 'สีที่แปดของรุ้งกินน้ำ' เพราะว่าคนมักชอบตามหาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และในที่สุดก็ค้นพบว่าจริงๆ แล้วมันก็อยู่ที่ตัวเราเอง อยู่ที่สีชมพูระเรื่อที่แก้มของเรา แต่เรามองไม่เห็น เราไม่เคยรับรู้เลย ไม่เคยยอมหันกลับมามองตนเอง"
ถามว่าเป็นเรื่องที่เก็งไว้แต่แรกหรือเปล่า "ไม่ได้เก็ง แต่ชอบ ต้องบอกว่าเป็นเรื่องที่ชอบตั้งแต่ตอนแรก อย่างปีนี้มีหลายเล่มที่ชอบ ตัดสินใจยาก สมมติว่าจะเอาอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับปัญหาสังคมอย่างภาคใต้ แต่กลัวว่าพอเสนอเรื่องออกไปแล้วจะไปอิงกับสถานการณ์มากเกินไป และหายไปกับกาลเวลา เลยตัดสินใจเลือกเล่มนี้ คาดเดาว่าน่าจะอยู่ในสังคมเหมือนงานอีกหลายๆ เรื่อง อย่าง 'คำพิพากษา' เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เพียงแค่อิงสถานการณ์ของสังคม แต่อิงในเรื่องของปรัชญาความคิด เพราะฉะนั้นเล่มนี้อิงปรัชญาความคิดมากกว่า
ยอมรับว่าทั้ง 'อุบัติการณ์' และ 'เจ้าหงิญ' เฉียดฉิวกันมาก เรียกว่า 'รักพี่เสียดายน้อง' ถึงกับพูดกันว่าถ้ามีได้สองรางวัลน่าจะดี แต่มติไม่ถึงกับเป็นเอกฉันท์ แต่โหวตกันเป็นเสียง 4 : 2 เพราะกรรมการอยู่ 6 คน แต่ว่าอีกสองเสียงก็รักเจ้าหงิญเหมือนกัน บอกได้เลยว่าทุกคนรักสองเล่มนี้ ตอนนี้ยังชอบอุบัติการณ์อยู่ ถึงได้บอกว่ารักพี่เสียดายน้อง เพียงแต่ว่าอุบัติการณ์จะไปเสียตรงที่เป็นขนบ ยังเป็นการเล่าเรื่องแบบเรื่องสั้นที่หาอ่านได้ทั่วๆ ไป คิดว่าเลือกเล่มนี้ น่าจะเล่นกับจินตนาการได้มากกว่า
'นิทานแสงจันทร์' เรื่องนั้นเรียบๆ เสียดายตรงที่ว่า ทุกครั้งที่ 'ประชาคม ลุนาชัย' เข้ามา เรื่องเขามีคุณภาพ แต่ว่าเรียบ อยู่นิ่งๆ พอไปเทียบกับคนอื่น เขาก็จะจมหายทันที ตรงนี้พูดแบบเป็นกลางๆ จริงๆ งานเขามีคุณภาพ แต่ไม่โดดกระทบใจคนอ่าน
'นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได' ของ 'จักรพันธุ์ กังวาฬ' ชอบมากเลยตอนที่เลือกเข้ามา แต่พอมาอ่านอีกทีหนึ่ง มันอ่านจบแล้วจบเลย คือมันตื่นเต้นและสอดคล้องกับสภาพสังคมตอนนี้ เรื่องเสียดสี แต่ค่อนข้างแรง พยายามจะเลือกมองหลายด้าน เรื่องสะใจ กระแทกหน้า แต่จะอ่านได้นานไหม กระทบใจพอที่จะไปกระตุ้นจินตนาการหรือเปล่า และ 'ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป' ของ 'จำลอง ฝั่งชลจิตร' โดยภาพรวมจะคล้ายๆ กับ 'อุบัติการณ์' สวยมาก เนียนมาก
'เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าฯ' ของ 'ศิริวร แก้วกาญจน์' น่าสนใจในแง่ของกลวิธีที่เขาพยายามจะแหวก หรือพยายามจะเล่น จริงๆ แล้วจะคล้ายกับงานเขียนของ 'ปราบดา หยุ่น' ที่เขาพยายามจะใช้ประโยชน์จากภาษามาช่วย และมีลักษณะเชื่อมโยงกับขนบของการด้นกลอนสดที่ซ้ำๆ พออ่านแล้วก็ซ้ำ เพราะเขาใช้วิธีเดียวกันทั้งเล่ม แต่บางเรื่องเขาก็กระแทกสังคม น่าสนใจไปอีกแบบ แต่พอเอาทุกเล่มมาวางรวมกัน 'เจ้าหงิญ' กระโดดขึ้นมาในแง่ของจินตนาการ ทุกคนเลยลงท้ายที่เล่มนี้" ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา กล่าว
สำหรับงานแถลงข่าวแนะนำตัวนักเขียนซีไรต์ 10 ประเทศอาเซียน จะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม 2548 และงานพระราชทานรางวัลซีไรต์ ปี 2548 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามบรมราชกุมาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จแทนพระองค์ไปประทานรางวัล วันพุธที่ 12 ตุลาคม 2548 เวลา 19.00 น.ณ ห้องรอยัล บอลรูม โรงแรงโอเรียนเต็ล
และจะได้พบกับ 'ริตา เดิฟ' (Rita Dove) กวีแอฟริกันหญิง เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ มาเป็นแขกรับเชิญพิเศษเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ในงานพระราชทานรางวัลซีไรต์ ปี 2548 ด้วย 0 ----------------------------------- คำประกาศผลรางวัลซีไรต์
คำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2548
คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน มีมติให้หนังสือรวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2548
รวมเรื่องสั้ง เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี นำโลกของจินตนาการมาผสมกับโลกของความเป็นจริงโดยใช้รูปแบบนิทานเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ประสบการณ์ทางอารมณ์ การเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค การแสวงหาความหมายและความสุขของชีวิต แต่ด้วยความเขลา มนุษย์จึงดิ้นรนและหลงอยู่ในมายา ในที่สุด ผู้อ่านจะรับรู้ได้ว่าในโลกของความเป็นจริงนั้น โลกมีหลากหลายทางเลือกที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและพอดี
รวมเรื่องสั้นทั้ง 8 เรื่อง อาจอ่านแยกกันเป็นเรื่องๆ แต่ด้วยการเรียงร้อยเข้าด้วยกัน ทำให้เรื่องสั้นแต่ละเรื่องกลายเป็นเรื่องสั้นในเรื่องยาว เป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นกับเรื่องท้ายมาบรรจบกันอย่างแนบเนียน ผู้ประพันธ์สร้างตัวละครหลากหลาย ทั้งคน สัตว์ สิ่งของ แบบนิทานเปรียบเทียบที่อุดมด้วยสีสัน รวมทั้งการเล่นคำ โดยเฉพาะชื่อ 'เจ้าหงิญ' ที่สื่อความหลายนัยและอารมณ์ขัน มีลีลาภาษาที่รุ่มรวยด้วยโวหารเร้าจินตนาการและความคิด
เจ้าหงิญ เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและอ่อนโยน ให้เรารู้ว่าในโลกความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นไปดังหวัง หากดำรงอยู่ได้อย่างสันติก็ด้วยพลังของความดีงามซึ่งกระตุ้นจิตใต้สำนึกของผู้อ่านให้มองโลกในแง่ดี เข้าใจและรักเพื่อนมนุษย์
รวมเรื่องสั้นเรื่อง เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2548
|
|
ข่าวสด วันที่ 30 สิงหาคม 2548 หน้า 1
"เจ้าหงิญ"บินหลาซิวซีไรต์48
ประกาศแล้ว "ซีไรต์" 2548 "บินหลา สันกาลาคีรี" ได้รับรางวัลจากรวมเรื่องสั้น "เจ้าหงิญ" คณะกรรมการระบุนำโลกจินตนาการผสมผสานกับรูปแบบนิทานได้กลมกลืน สื่อความหมายหลายนัย ทั้งยังเปี่ยมอารมณ์ขัน รุ่มรวยลีลาภาษาโวหาร เร้าจินตนาการและความคิด นักเขียนซีไรต์คนใหม่เปิดใจ อยากให้คนเป็นพ่อเป็นแม่อ่านได้อ่านหนังสือเล่มนี้เยอะๆ
เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 24 ส.ค. ที่ห้องแม่กลอง โรงแรมโอเรียนเต็ล ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) และกรรมการตัดสิน แถลงข่าวประกาศผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 ประเภทเรื่องสั้น ว่า คณะกรรมการตัดสิน มีมติให้หนังสือรวมเรื่องสั้นเรื่อง "เจ้าหงิญ" ของ บินหลา สันกาลาคีรี ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปี 2548
สำหรับคำประกาศของคณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทยประจำปีพุทธศักราช 2548 ระบุว่า บินหลา สันกาลาคีรี นำโลกของจินตนาการมาผสมผสานกับโลกของจริงโดยใช้รูปแบบนิทาน เสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนรู้ประสบการณ์ทางอารมณ์ การเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรค การแสวงหาความหมาย และความสุขของชีวิต แต่ด้วยความเขลา มนุษย์จึงดิ้นรนและหลงอยู่ในมายา ในที่สุดผู้อ่านจะได้รับรู้ว่า ในโลกของความเป็นจริงนั้น โลกมีหลากหลายทางเลือกที่จะไปสู่วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและพอดี
รวมเรื่องสั้นเจ้าหงิญ มีด้วยกัน 8 เรื่อง แต่ละเรื่องเรียงร้อยเข้ากัน ทำให้เรื่องสั้นแต่ละเรื่องกลายเป็นเรื่องสั้นในเรื่องยาว เป็นนิทานซ้อนนิทานที่เรื่องต้นกับเรื่องท้ายมาบรรจบกันอย่างแนบเนียน ทั้งนี้ ผู้ประพันธ์ได้สร้างตัวละครหลากหลาย ทั้งคน สัตว์ สิ่งของแบบนิทานเปรียบเทียบอุดมด้วยสีสัน รวมทั้งการเล่นคำ โดยเฉพาะ เจ้าหงิญ ที่สื่อความหมายหลายนัยและอารมณ์ขัน มีลีลาภาษาที่รุ่มรวยด้วยโวหารเร้าจินตนาการและความคิด
"เจ้าหงิญ เล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานและอ่อนโยน ให้เรารู้ว่าในโลกความเป็นจริง ชีวิตไม่ได้เป็นไปดังหวัง หากดำรงอยู่ได้อย่างสันติด้วยพลังของความดีงาม ซึ่งกระตุ้นจิตใต้สำนึกของผู้อ่านให้มองโลกในแง่ดี เข้าใจรักเพื่อนมนุษย์ รวมเรื่องสั้น เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี จึงสมควรได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำปีพุทธศักราช 2548
สำหรับประวัติ บินหลา สันกาลาคีรี เกิดที่จ.สงขลา เคยศึกษาอยู่ในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ แต่สนใจทำงานหนังสือจึงออกมาทำหนังสือ เคยเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร และนักหนังสือพิมพ์ และเป็นนักเขียนในเวลาต่อมา ผลงานมีทั้งเรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน เช่น "คนรักกับจักรยาน" "คิดถึงทุกปี" และสารคดีท่องเที่ยว อาทิ "ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย" และผลงานเด่นๆ "ปลาฉลามฟันหลอ" "หลังอาน" "บินทีละหลา" เป็นต้น
ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี หนึ่งในคณะกรรมการให้ความเห็นว่า เจ้าหงิญใช้เทคนิคในการเล่าเรื่อง และฉากเหมือนนิทาน แต่เอามาผูกเรื่องเหมือนชีวิตจริงเข้ากับชีวิตปัจจุบัน และมีสำนวนที่เล่นล้อด้วยอารมณ์ขัน
ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ กล่าวว่า อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความเป็นสุข ยิ้ม แรกๆ มองเฉยๆ หนังสือไม่น่าสนใจ แต่อ่านแล้ววางไม่ลง หนังสือเล่มนี้มีอะไรที่พิเศษที่เสนอออกมาและแฝงไปด้วยเนื้อหาแยบยล สร้างมิตรภาพ สร้างความพอเพียง ซึ่งสวนทางกับโลกทุนนิยมปัจจุที่วุ่นวาย บางเรื่องมีเนื้อหาให้นึกถึงอกเขาอกเรา มีส่วนกระตุ้นสำนึกให้ผู้อ่านใฝ่ดี เช่น เรื่องเก้าอี้ดนตรี เป็นต้น
ส่วน ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ให้ความเห็นว่า เจ้าหงิญ เป็นผลงานที่นำนิทานให้ผ่านมาในรูปแบบของเรื่องสั้นนับเป็นเรื่องที่กล้าหาญที่นำเรื่องเล่าที่เก่าแก่ที่สุดมานำเสนอ และเล่นรูปแบบกลับตัวอักษร กลับคำ ใช้นิทานเล่นล้อเสียดสีสังคมผู้ใหญ่
บินหลา สันกาลาคีรี นักเขียนรางวัลซีไรต์คนใหม่ เปิดใจว่า รู้สึกเป็นเกียรติ เพราะรู้สึกดีกับรางวัลซีไรต์อยู่แล้ว และขอขอบคุณคณะกรรมการที่เลือกผลงานของตนให้ได้รับรางวัลนี้ สำหรับหนังสือเรื่องเจ้าหงิญเป็นผลงานที่เริ่มต้นเขียนตั้งแต่ปี 43-46 โดยตั้งใจจะสื่อสารถึงคนที่เป็นพ่อแม่ อยากให้คนกลุ่มนี้ได้อ่านหนังสือเยอะๆ หน้าตาจึงออกมาเหมือนหนังสือเด็ก
บินหลา กล่าวต่อว่า สิ่งที่คาดหวังไว้สูงก็คือการมีคนอ่านหนังสือเล่มนี้ ไม่เคยคาดหวังกับรางวัล และรางวัลซีไรต์ที่ได้ถือว่าเป็นผลที่ตามมาจากงานที่เสร็จไปแล้ว เรื่องของการได้รางวัลคงไม่สามารถไปคาดหวังอะไรได้ เพราะการตัดสินเป็นเรื่องของกรรมการ
"จุดเด่นของเจ้าหงิญ ที่ได้รับรางวัลนั้น ผมไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน เพราะเป็นเรื่องของกรรมการ การได้รับรางวัลคณะกรรมการเป็นคนเลือกที่จะให้ รู้เพียงแต่ว่าผมเป็นคนเขียนหนังสือ และจะยังคงเขียนต่อไปเพราะมีอาชีพเป็นนักเขียนอย่างเดียว ไม่ได้ทำอย่างอื่น ขณะนี้มีงานกำลังเขียนค้างอยู่หลายเรื่อง ส่วนใหญ่เป็นนิยาย การได้รับรางวัลซีไรต์ คงไม่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลง เพราะในทุกๆ วัน ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะยืนตรงจุดไหน มั่นคงชัดเจนตรงไหน" นักเขียนซีไรต์คนล่าสุด กล่าว
สำหรับกาารประกวดรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 มีหนังสือผ่านเข้ารอบคัดเลือกรอบสุดท้าย 8 เล่ม คือ 1."เจ้าหงิญ" ของ บินหลา สันกาลาคีรี 2."ต้นไม้ประหลาด" อุเทน พรมแดง 3."นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได" จักรพันธุ์ กังวาฬ 4."นิทานกลางแสงจันทร์" ประชาคม ลุนาชัย 5."เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง" ศิริวร แก้วกาญจน์ 6."ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป" จำลอง ฝั่งชลจิตร 7."สายลมบนถนนโบราณ" มาโนช พรหมสิงห์ และ 8."อุบัติการณ์" ของ วรภ วรภา
คณะกรรมการตัดสินประกอบด้วย นางนิตยา มาศะวิสุทธิ์ ประธานคณะกรรมการตัดสิน, ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี, นายคำสิงห์ ศรีนอก, ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร, ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา, นายไมตรี ลิมปิชาติ และ ศ.ดร.น.พ.วิทยา นาควัชระ
รวมเรื่องสั้น "เจ้าหงิญ" ของ บินหลา สันกาลาคีรี จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนธ.ค.2546 และครั้งที่ 2 เมื่อก.ค.2548
|
|
ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 25 สิงหาคม 2548
แถลงการณ์สภาซีไรต์ !! เหตุใดเจ้าหงิญชนะใจ ?? พิชิตตำแหน่ง!!
เจ้าหงิญ ขึ้นแท่นซีไรต์เรียบร้อยโรงเรียนบินหลา
บ่ายวานนี้ (24 ส.ค.) ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประธานคณะกรรมการดำเนินงานรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) และกรรมการอีก 6 คน ประกอบด้วย นิตยา มาศะวิสุทธิ์ ผศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร ศ.ดร.นพ. วิทยา นาควัชระ ศ.ดร.กุสุมา รักษมณี ไมตรี ลิมปิชาติ และ ผศ.ดร. ธเนศ เวศร์ภาดา จัดงานแถลงข่าวประกาศผลการตัดสินรางวัลซีไรต์ประเภทเรื่องสั้น ประจำปี 2548 ขึ้น ณ ห้องแม่กลอง โรงแรมโอเรียนเต็ล
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์แจ้งให้ทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่า ทั้ง 8 เรื่องที่เข้ารอบสุดท้ายของการตัดสินในปีนี้ประกอบด้วย 1.เจ้าหงิญ ของ บินหลา สันกาลาคีรี 2.ต้นไม้ประหลาด ของ อุเทน พรมแดง 3.นักเดินทางสู่ห้องเก็บของใต้บันได ของ จักรพันธุ์ กังวาฬ 4.นิทานกลางแสงจันทร์ ของ ประชาคม ลุนาชัย 5.เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟัง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ 6.ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร 7.สายลมบนถนนโบราณ ของ มาโนช พรหมสิงห์ และ 8.อุบัติการณ์ ของ วรภ วรภา
จากนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จึงประกาศว่า เรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548 คือเรื่อง เจ้าหงิญ ของบินหลา สันกาลาคีรี และได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้เขียนและเรื่องสั้นดังกล่าว จากนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ได้อธิบายถึงเหตุผลโดยรวมของคณะกรรมการที่ตัดสินให้เรื่องสั้นเจ้าหงิญได้รับรางวัลว่า
เนื่องจากผู้เขียนนำโลกของจิตนาการกับความต่างในโลกของความเป็นจริงมาใช้กลวิธีการเล่าแบบนิทาน ในการเสนอประสบการณ์ของการเรียนรู้ทางสังคม แฝงข้อคิดที่เกี่ยวกับการแสวงหาความหมาย ความสุขของชีวิต แต่ด้วยความเขลามนุษย์จึงหลงอยู่ในมายา ในที่สุดผู้อ่านจะรับรู้ได้ว่าในโลกของความเป็นจริงยังมีอีกหลายหนทางที่จะนำไปสู่ความเรียบง่ายและความพอดี อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต
ผู้เขียนสร้างความหลากหลายขึ้นในเรื่อง แต่การขึ้นต้นและลงท้ายก็สามารถมาบรรจบกันได้อย่างแนบเนียน อุดมไปด้วยสีสันและการเล่นคำ โดยเฉพาะชื่อเรื่อง 'เจ้าหงิญ' ที่แฝงนัยเอาไว้ให้ผู้อ่านตีความ นุ่มนวลด้วยโวหารที่เร้าจินตนาการและความคิด อ่อนหวานและอ่อนโยน รวมทั้งทำให้ผู้อ่านสัมผัสได้ว่าชีวิตมักไม่ได้ดังหวังเสมอไป แต่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุขด้วยพลังแห่งความดีงาม และความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์ ด้วยเหตุผลดังกล่าวกรรมการทั้งหมดจึงตัดสินให้เรื่องสั้นชุด เจ้าหงิญ ได้รับรางวัล
กรรมการทุกคนมีความเห็นส่วนใหญ่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะการตีความชื่อเรื่องที่ผู้เขียนจงใจเขียนสลับตัวอักษร รวมทั้งตัวเนื้อเรื่องที่ทำให้รู้สึกสนุกและสบายใจท่ามกลางภาวะของโลกและสังคมที่วุ่นวาย นอกจากนี้ไมตรี ลิมปิชาติ ได้เพิ่มเติมว่า สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่เรื่องนี้ได้รับรางวัลก็คือ มีความแปลกกว่าทุกเรื่อง แตกต่างออกไปจากขนบที่เรื่องสั้นส่วนมากมักจะเป็น เช่นมักนำเรื่องราวจากชีวิตจริงมาเขียน แต่เรื่องนี้ใช้กลวิธีที่แตกต่างและใช้สำนวนง่ายแก่การเข้าใจ มีอารมณ์ขัน แต่ในความขำขันนั้นก็ให้ความรู้สึกและแง่คิดด้วย
เมื่อกรรมการอธิบายครบหมดแล้ว ได้เปิดโอกาสให้ซักถามถึงข้อสงสัยหรือแสดงความคิดเห็น ผู้ฟังท่านหนึ่งจึงถามคณะกรรมการพร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า คำอธิบายและเหตุผลทั้งหมดของคณะกรรมการฟังดูยกย่องและชื่นชมเรื่องเจ้าหงิญมาก ขณะที่ตัวเขาแม้จะได้อ่านเรื่องสั้นชุดนี้แล้วก็ยังไม่เกิดความรู้สึกเช่นนั้น จึงอาจจะต้องกลับไปอ่านอีกรอบ เพราะคงตกหล่นหรือเก็บรายละเอียดได้ไม่ดีนัก จึงไม่รู้สึกเช่นที่กรรมการกล่าว และชายคนดังกล่าวถามต่อไปอีกว่า เมื่อชื่นชมเรื่องเจ้าหงิญขนาดนี้ การตัดสินเป็นเอกฉันท์หรือไม่ เรื่องอื่นๆ ไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากใจในการตัดสินหรืออย่างไร
นิตยา ได้เป็นตัวแทนกรรมการตอบคำถามดังกล่าวว่า ยอมรับว่าลำบากใจไม่น้อย กรรมการทุกคนยังปรึกษากันว่าจะมีหลายรางวัลได้หรือไม่ แต่ความเป็นจริงก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ ต้องมีเพียงเรื่องเดียวที่ได้รับรางวัล ไม่เช่นนั้นจะก่อความยุ่งยากทั้งในการจัดงาน และส่งผลให้เกิดการเรียกร้องถึงสิทธิของประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วย เมื่อตอบคำถามเสร็จและไม่มีผู้ใดสงสัยอีก ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์จึงกล่าวปิดงานและในวันนี้ (25 สิงหาคม 2548) เวลา 14.00 น. คณะกรรมการจะแนะนำนักเขียนซีไรต์ประจำปี คือ บินหลา สันกาลาคีรี ณ ห้องรีเจนซี่ โรงแรมโอเรียนเต็ล
|
|
ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 24 สิงหาคม 2548
"เจ้าหงิญ" ของ "บินหลา สันกาลาคีรี" คว้าซีไรต์
บ่ายวันนี้ (24 ส.ค.) คณะกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2548 (ซีไรต์) มีมติเป็นเอกฉันท์ให้หนังสือ "เจ้าหงิญ" ของ "บินหลา สันกาลาคีรี" ได้รับรางวัลวรรณกรรมยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย
"เจ้าหงิญ" เป็นผลงานรวมเรื่องสั้นลำดับที่ 3 ของบินหลา สันกาลาคีรี เป็นการสร้างเรื่องจากจินตนาการมองโลกในแง่มุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแง่เหงา เศร้า สดใส ช่างจินตนาการ เย้ยหยัน... แต่ละเรื่องถ้าอ่านเอารสและรื่นรมย์ก็จะสัมผัสกับความหมายเล็กๆ ที่ "บินหลา" แอบซุกซ่อนไว้ คือศักยภาพแห่งจินตนาการและความฝันของมนุษย์ ถ้าอ่านเอาจริงเอาจังก็จะพบความหมายใหญ่ นั่นก็คือวิญญาณขบถในตัวมนุษย์ทุกนาม
"บินหลา สันกาลาคีรี" เกิดที่ภาคใต้ แต่ปัจจุบันอาศัยอยู่ภาคเหนือ เรียนนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ไม่จบ แต่ทำงานหนังสือมาตลอด เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ และเป็นนักเขียนเต็มเวลา เขียนเรื่องสั้น นิยาย วรรณกรรมเยาวชน และสารดคีท่องเที่ยว เรื่องราวส่วนใหญ่ของเขาเป็นเรื่องที่เก็บเกี่ยวจากการเดินทาง (หลายครั้งมีจักรยานเป็นพาหนะ) แต่เขาปฏิเสธแข็งขันว่าไม่ได้เป็นนักเดินทาง ด้วยความที่อยู่ไม่เป็นที่เขาจึงนิยามตนเองว่าเป็น Guest writer นักเขียนผู้มีนิวาสสถานเป็น Guesthouse ซึ่งเขาบอกว่า "ทุกวันนี้ผมก็ยังไม่ปลูกบ้าน เพราะกลัวว่าจะต้องอยู่กับตรงนั้นนานเกินไป มีภาระต้องผ่อน ต้องอดทนกับสิ่งที่แวดล้อมนานเกินไป การที่ผมเช่าบ้านอยู่ผมเปลี่ยนแปลงตนเองง่ายกว่า"
"นิยายมันเป็นการทำงานของความคิด แล้วเราก็เลือกรูปแบบการนำเสนอ ตั้งใจว่าภายใน 2 ปีนี้ผมคงไม่ทำอย่างอื่นนอกจากนิยาย เวลามีความคิดสิ่งใดขึ้นมาก็จะมองหาแต่รูปแบบนิยายมาถ่ายทอดความคิดนั้น ผมเชื่อมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนว่าอยากจะเป็นนักข่าว ผมเขียนเรื่องสั้นมาตั้งแต่สมัยมัธยมฯ แต่เรื่องสั้นได้ตีพิมพ์ครั้งแรกตอนปี 1 พ.ศ 2527 ก็ค่อนข้างจะเป็นแรงกระตุ้นที่ดีให้เกิดความเชื่อมั่นว่าน่าจะเขียนหนังสือได้ เป็นความเข้าใจผิดไปเอง เพราะกว่าที่ผมจะได้เขียนหนังสือจริงๆ ก็หลายปีต่อมา เรื่องสั้นเรื่องแรกของผมรวมเล่มปี 2533 ประมาณ 7 ปีหลังจากเขียนหนังสือ ขณะนั้นเป็นนักข่าว เริ่มถามตนเองว่าอยากเป็นนักข่าวหรือนักเขียนกันแน่ เพราะนักเขียนกับนักข่าวจะไปคนละทาง แม้จะใช้ปากกาเหมือนกัน นักข่าวเป็นคนนำเสนอความจริงที่ถูกคนอื่นสร้างขึ้นในนาทีนั้น ไม่สามารถกำหนดการเสนอเองได้ ผู้อื่นเป็นคนกำหนด สำหรับนักเขียนนำเสนอความจริงที่เรากำหนด อาจจะเป็นความจริงเมื่อ 5 ปีที่แล้วหรือ 10 ปีที่แล้ว หรือ 50 ปีข้างหน้า ที่เรานำมาเสนอในวันนี้
ความจริงของผมไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นสัจจะ เป็นกระบวนการคิดที่ต้องจริง สมมติถามว่านิยายวิทยาศาตร์เป็นความจริงไหม ผมว่าจริง เรื่องพ้อฝันนั้นไม่จริง แต่เรื่องจินตนาการน่ะจริง เส้นแบ่งเรื่องนี้ละเอียดอ่อนแต่ที่สุด แล้วนักเขียนจะเป็นผู้นำเสนอความจริงออกมาไม่ใช่ส่วนเพ้อฝัน" บินหลาพูดถึงแนวคิดการทำงานของเขา
|