ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม (คอลัมน์ ปราย พันแสง)
|
|
|
|
| ที่มา คอลัมน์ ปราย พันแสง นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์
ปีที่ ๒๒ ฉบับที่ ๑๑๔๐ ประจำวันที่ ๒๔ - ๓๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๕
วงกลมแหว่งๆ วงหนึ่ง เฝ้าค้นหาชิ้นส่วนที่ขาดหาย ระหว่างทาง มันได้ค้นพบชิ้นส่วนต่างๆ มากมาย บ้างเล็กไป บ้างใหญ่ไป บ้างเหลี่ยมคมมากไป จนทิ่มทะลุกันเหวอะไปทั้งตัวก็มี
กระทั่งวันหนึ่ง มันค้นพบเจ้ามิสซิ่งพีซ หรือชิ้นส่วนสามเหลี่ยมที่สามารถมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายของมันได้พอดิบพอดี ทุกอย่างดูเหมือนจะลงตัวดีแล้ว แต่เจ้าวงกลมกลับรู้สึกว่า ตัวมันกลายเป็นวงกลมที่สมบูรณ์แบบเกินไป กลมมากไป ทำให้กลิ้งตัวได้เร็วเกินไป จนมันไม่มีเวลาคุยกับดอกไม้ใบหญ้า ไม่มีเวลาสนทนากับเหล่าหนอนและแมลงเหมือนเคย แม้แต่เพลงที่มันชอบร้อง ก็ยังมีเนื้อร้องและท่วงทำนองผิดเพี้ยนไปด้วย
เจ้าวงกลมเริ่มไม่มีความสุข ความหมายของชีวิตคืออะไร ความสมบูรณ์แบบคืออะไร มันเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจครั้งสำคัญ
เนื้อหาเรื่องราวของหนังสือ ""ความรักของวงกลมกับสามเหลี่ยม" หรือ The Missing Piece ของ เชล ซิลเวอร์สเตน กลายเป็นหัวข้อสนทนาของร้านหนังสือ เดอะ รีดเดอร์ เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยสำนักพิมพ์มติชน ผู้จัดพิมพ์หนังสือ ได้เชื้อเชิญผู้ร่วมสนทนาคนสำคัญสองคน คือ คุณ "รักษิตา" นักเขียนสาวอารมณ์ละเมียดละไม กับ คุณ"นภ พรชำนิ" นักร้องนำวงพีโอพี ซึ่งปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นศิลปินเดี่ยวเต็มตัว
"รักษิตา" เปิดการสนทนาด้วยการเล่านิทาน The Missing Piece ภาคขนมปัง โดยเธอนำขนมปังก้อนกลมๆ มาตัดให้แหว่ง แล้วให้มันออกเดินทางค้นหาขนมปังส่วนที่ขาดหาย บางครั้งเธอให้มันไปเจอโดนัท บางครั้งไปเจอครัวซองต์ แถมแยม เจอซอส เนย หรือวาซาบิ ทั้งแสบทั้งเผ็ดแถมสลัดไม่ออกเลยก็มี
"รักษิตา" เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบประทับใจ และได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากหนังสือเล่มนี้ เธอบอกว่า หนังสือเล่มนี้มีเพศ กล่าวคือ เธอรู้สึกว่าเจ้าตัววงกลมเป็นตัวแทนของผู้ชาย เป็นวงกลมที่มีอิสระมากพอจะกลิ้งไปไหนก็ได้ ในขณะที่ชิ้นส่วนสามเหลี่ยมนั้นเป็นผู้หญิงมากกว่า
"ที่รู้สึกว่าเป็นผู้ชาย เพราะเขามีการผจญภัยไปในที่ต่างๆ แล้วเค้าก็ดูเป็นผู้ชายไทยๆ นิดนึงด้วยเพราะเขาเป็นผู้ที่ได้เลือก ได้เจอสิ่งต่างๆ มากมาย แล้วในที่สุด เขาก็ได้เป็นสิ่งที่ทำให้ตัวเขาก็มีความสุข"
เมื่อรักษิตาเปรียบเทียบวงกลมเป็นตัวแทนของผู้ชายไทย ก็เห็นชัดเจนขึ้นว่า วงกลมจะเอาเปรียบเจ้าสามเหลี่ยมด้วยเล็กๆ เพราะจากเนื้อหาของหนังสือ จะมีตอนหนึ่งที่วงกลมค้นพบชิ้นส่วนที่ใฝ่ฝัน แต่ปรากฏว่าเติมเต็มกันได้พักหนึ่งก็สลัดเจ้าชิ้นส่วนนั้นทิ้งไปดื้อๆ แล้วก็ปล่อยให้ตัวเองเป็นวงกลมแหว่งๆ เดินทางต่อ
คุณนภ พรชำนิ ที่เคยได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้ กระทั่งได้แต่งเพลงชื่อ "วงกลม" ขึ้นมาเพลงหนึ่ง และบรรจุไว้ในอัลบั้มเดี่ยวของเขาล่าสุดนี้ด้วย ได้แสดงความคิดเห็นเอาไว้ว่า "ผมคิดว่ามันคงเป็นความสบายใจที่ได้ค้นหาอะไรบางอย่าง คือถ้าเกิดว่ายังมีความสบายใจอยู่ ก็คงจะต้องค้นหาต่อไป แม้จะเป็นวงกลมที่ไม่เต็ม ก็ยังมีความสุขได้ แต่ถ้าเปรียบเทียบเป็นคนแก่ คงหมายถึงว่าเขาไม่ต้องการจะพูดกับใครแล้ว เขาอยากอยู่อย่างมีความสุข มีคนอยู่ข้างๆ บ้างอะไรอย่างนี้ ก็คงเป็นวิจารณญาณในการมองโลกของแต่ละช่วงอายุคน ถ้าเกิดผมอายุซัก 70 ผมคงต้องการใครซักคนที่อยู่ข้างๆ ผม แต่ถ้าตอนนี้มันก็ยังมีแรงต่อไป ยังได้อยู่ ยังไม่ต้องเต็มใบก็ได้"
รักษิตาบอกว่า "ในอีกแง่หนึ่ง มันเหมือนจะเปรียบเทียบว่า ก่อนที่เขาจะเป็นวงกลมสมบูรณ์แบบ เขาเคยมีความสุขมากกว่า เขาอาจจะอยากย้อนกลับไปเป็นแบบเก่า การที่เขาเป็นวงกลมอยู่แล้ว จึงสามารถกลับไปเป็นอย่างเดิมได้ ถ้าเป็นคนมันก็จะยากหน่อย เพราะถ้าต้องย้อนอะไรแบบนั้น คนจะต้องปรับเปลี่ยนอะไรอีกหลายๆ อย่าง"
ประเด็นจากหนังสือที่พูดกันมาทั้งหมดนี้ คล้ายจะจูงไปเข้ากับเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องความรัก แต่ความจริงแล้ว เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เราสามารถตีความได้อีกหลายประเด็น เช่นว่า สิ่งที่เจ้าวงกลมค้นหาอาจจะไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความสำเร็จในชีวิตหรืออะไรสักอย่างก็ได้
นภบอกว่า "ใช่ครับ สิ่งที่ค้นหา อาจจะเป็นความรู้ความสามารถอะไรสักอย่างก็ได้ อย่างผมเอง ตอนแรกเลย จะรู้สึกว่าเป็นความรู้สึกของสิ่งที่เราค้นหาอยู่ อาจจะเป็นความรัก หรือคนคนหนึ่ง แต่ตอนที่ผมแต่งเพลงวงกลม ตอนนั้น ผมแต่งเป็นเรื่องครอบครัว ว่าครอบครัวจะมองเรายังไง มองในลักษณะของพื้นฐานความเป็นครอบครัว เพราะว่าสังคมไทยเรา จะมีพ่อแม่ที่ค่อนข้างใกล้ชิดกับเรา มีคุณปู่คุณย่าด้วย แล้วจะมีรุ่นหลานต่อไปรุ่นลูก การที่เราอยู่คนเดียวได้ก็คือ Individual แต่เมืองไทยมีน้อยมากที่จะมีคนอยู่คนเดียว ผมว่าตั้งแต่เกิดปี 2505 หรือ 2506 ขึ้นไปเนี่ย เริ่มที่จะมีชีวิตอยู่คนเดียวกันบ้างแล้ว ลักษณะทางสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงกันแล้ว เพลงวงกลมก็เลยเขียนขึ้นมาโดยเอาความ Individualism มาประยุกต์ใช้ พ่อแม่ผมฟังเพลงนี้ครั้งแรกนี่เขาร้องไห้เลยนะ เขานึกว่าเขามามีบทบาทหรือมีอิทธิพลกับเรามากหรือเปล่า หรือว่าเราไม่พอใจที่เขามาคอยดูเรา ผมเลยบอกว่าไม่ใช่"
"ในเนื้อเพลงผมหมายถึงว่าผมมีวงกลมของผม ผมมีกรอบของผมอยู่ อย่าเอาเกณฑ์ของคุณมาวัด คุณอาจจะเห็นผมได้ซัก 500 บาทแล้วผมมีความสุข ทำไมผมไม่ไปทำงานที่มันได้เงินเป็นล้านล่ะ มันวัดกันไม่ได้อย่างนี้ ผมก็เลยเขียนวงกลมในความหมายเรื่องแฟมิลี่ขึ้นมาว่า การเอาบรรทัดฐานของคนใกล้ตัวมาวัดเสียจนตัวเราไม่ได้เป็นตัวเราเอง เช่นว่าคุณจะต้องแต่งงานตอนอายุ 25 นะ แบบนี้มันเป็นการเอาบรรทัดฐานของแฟมิลี่เรามาเป็นตัววัด ในสังคมไทยเรานั้นยากมากที่เราจะหลุดออกมาจากการเป็นครอบครัวได้ เราก็ต้องคิดเหมือนคนเป็นพ่อเป็นแม่เรา ต้องคิดเหมือนปู่เหมือนย่าเรา ก็ต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป"
จากเนื้อหาของเพลงวงกลมเท่าที่เคยฟังมา จะรู้สึกว่าเป็นการประกาศโลกส่วนตัว แล้วก็หยิ่งผยองในตัวเองนิดๆ ตรงนี้นภยอมรับว่าเป็นความตั้งใจที่จะประกาศออกไป "ครับ ค่อนข้างหยิ่งนิดๆ ถึงแม้วงกลมจะกลิ้งไปตกส้วม เราก็ยังพอใจของเราอยู่"
การที่เราประกาศตัวว่าเรามีโลกส่วนตัว มีโลกเฉพาะตัวทีคนอื่นมาตัดสินเราไม่ได้ มันจะดูเป็นว่าเรามีอีโก้หรืออัตตามากไปหรือเปล่า เป็นการเห็นแก่ตัวตนเรามากไปไหม แล้วตรงนี้การจัดการในเรื่องความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะเป็นอย่างไร เพราะบางทีมันก็ยากเหมือนกัน ที่จะเป็นตัวของตัวเองแล้วต้องรักษาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ใกล้ชิดในครอบครัวของเราไปพร้อมกันด้วย
รักษิตามีความเห็นเรื่องนี้ว่า "ถ้าหากมีการพูดคุยกัน เราไม่ได้มีความสุขมาก เรามีความสุขนิดๆ แล้วคนข้างเราก็มีความสุขไปด้วยบ้าง ก็แบ่งๆ กันสุขได้ ก็อยู่ได้นะ เพราะพ่อแม่หรือคนที่ใกล้ชิดเรานี้ ถ้าเรามึความสุขจริงๆ เขาก็คงมีความสุขด้วยเหมือนกัน"
นภบอกว่า "ในเพลงวงกลมมันจะมีเนื้อร้องว่า" อย่าเปลี่ยนอะไรฉันเลย ปล่อยไห้เป็นไปตามที่ฉันต้องการ อย่าเปลี่ยนวงกลมนี้เลย อย่าฝืนจนใจฉันไม่ต้องการ "คือมีความเป็นอัตตาสูงหรืออีโกสูงมาก ซึ่งทุกคนเป็นอย่างนั้นไม่ได้อยู่แล้วในความเป็นจริง เพราะมันทำให้โลกเกิดความขัดแย้งขึ้นมาได้ เหมือนตัวใครตัวมัน แต่ในเนื้อร้องมันจะมีบอกว่า ผมไม่ได้ไปทำในสิ่งที่ไม่ดีนะ ยังไงสิ่งที่ผมทำก็อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง อยู่บนครรลองของความถูกต้องที่ไม่เอาเปรียบใครอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ก็อย่ามาเข็นเราให้ไปในทางที่เราไม่อยากไป หลังจากที่ประกาศวงกลมของเราออกไปแล้ว ก็เหมือนกับทำให้เราต้องเข้าใจวงกลมของคนอื่นด้วย ว่าเขาก็มีวงกลมของเหมือนกัน"
รักษิตาตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า หนังสือเล่มนี้ ชีวิตหรือว่าวงกลมอะไรก็ตาม มันมักจะมีหรือความมหัศจรรย์อยู่ในตัวมันเองเสมอ เธอบอกว่า "การที่เราได้ค้นหา ได้เดินทาง ได้คิด ได้ฝัน ได้มีวิถีของเรา ชีวิตมันไม่ใช่นิยาย ที่ต้องเริ่มต้นและสำเร็จได้ด้วยอะไรบางอย่าง ความสุขมันอาจจะอยู่ระหว่างการเดินทาง เหมือนกับหนังสือเล่มนี้ ที่ความสุขเจ้าวงกลมมันอยู่ระหว่างการเดินทาง มันก็หมายถึงชีวิตล่ะ เพราะชีวิตก็คือรอยต่อระหว่างการเกิดแล้วก็ตาย"
จากเนื้อหาของหนังสือ ตอนที่วงกลมต้องปล่อยวางสิ่งที่มันค้นหามาตลอดชีวิตเอาดื้อๆ นั้น ดูเหมือนได้บรรลุการค้นหาความหมายของชีวิตอยู่เหมือนกัน เพราะตลอดชีวิต มันมีความคิดว่าตัวเองขาด แล้วปรากฏว่าพอได้รับส่วนที่ขาดจริงๆ ก็เหมือนรู้สึกว่าชีวิตไม่ได้มีความสุขอยู่ดี คิดไปคิดมาประเด็นของมันเอนเอียงเข้าหาหลักศาสนาด้วยเหมือนกัน
นภเสริมตรงนี้ว่า "คนที่เขียนหนังสือเล่มนี้ทำให้เกิดแรงบันดาลใจให้กับคนหลายๆ คนได้ เขียนออกมาให้เป็นเรื่องจับต้องได้ง่าย เห็นภาพได้ชัดเจน เอารูปทรงเรขาคณิตมาใช้ เพราะชีวิตเราก็อยู่แค่กับรูปทรงเหล่านี้เท่านั้นเอง มีสองมิติแบบนี้"
ฉันเองเคยคิดว่าคนเขียนหนังสือเล่มนี้ อาจจะได้แรงบันดาลใจมาจากเทพนิยายกรีก หรือตำนานกำเนิดมนุษย์หรือเปล่า เพราะเคยอ่านเรื่องหนึ่งว่า เริ่มแรกเลยมนุษย์เรามีอยู่เพศเดียว แล้วไปทำผิดอะไรสักอย่าง พระเจ้าเลยลงโทษด้วยการก็เลยจับฉีกร่างออกเป็นสองซีก กลายเป็นผู้ชายผู้หญิง เวลาผู้ชายผู้หญิงมีความรักต่อกัน ก็เหมือนต้องค้นหาส่วนของตนที่ขาดหาย เลยอยากจะรวมกันให้ได้อีกครั้งหนึ่ง
รักษิตา "เคยได้ยินเหมือนกัน แต่เป็นเรื่องของวงกลมกับวงกลม เขาบอกว่าผู้ชายกับผู้หญิงบนโลกนี้เป็นวงกลมสองวง พยายามกลิ้งไปทุกทิศทุกทางเพื่อหาวงกลมที่สวมกับตัวเองได้พอดี"
นภบอกว่า "ผมก็มองคล้ายๆ กัน แต่สมมุติว่าผู้ชายไม่ได้ฟอลอินเลิฟ กับผู้หญิง ลูกก็จะไม่เกิด ลูกก็คงหมดไป แต่บังเอิญเค้าไม่ได้สร้างว่า ความจริงแล้วคนสองคนต้องรักกันแล้วถึงจะมีลูกกันได้ ผมว่าป่านนี้คงไม่เหลือมนุษยชาติแล้ว มันกลายเป็นแค่เรื่องการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้นเอง มนุษย์เลยเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ต้องมีความรัก แต่จริงๆ แล้วมันมีมากกว่านั้น ผมว่าธรรมชาติอาจจะสร้างให้คนรู้สึกขยะแขยงเลยก็ได้ว่า การที่จะมีความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่งต้องมีความรักเท่านั้น ถึงจะสร้างคนที่ดีๆ สืบทอดต่อไปได้ เพราะฉะนั้น คนที่เกิดขึ้นมาโดยไม่เข้าใจความรักนี่มันมีอดีตในด้านมืดมากกว่า อย่างที่พี่ ปรายบอกให้ฟัง ผมว่ามันคงจะมีส่วนมาจากตรงนี้"
ถ้ามุ่งไปในเรื่องความรัก ความสัมพันธ์โดยตรง จากเนื้อหาของหนังสือ ตอนที่เจ้าวงกลมถอดเจ้าสามเหลี่ยมทิ้งไป ตรงนี้ คนเขียนหนังสือเล่มนี้เขาไม่ได้พูดถึงความรู้สึกของเจ้าสามเหลี่ยมเลยแม้แต่น้อย ว่ารู้สึกอย่างไร เอ๊ะ อยู่ดีๆ มาถอดเราทิ้ง จู่ๆ ก็มาถอดวางกันเฉยเลย
อาจเป็นได้ว่า จากจุดนี้เอง หลังจากหนังสือ The Missing Piece (1976) เล่มนี้โด่งดังมีชื่อเสียงขึ้นมา ในหลายปีต่อมา เชล ซิลเวอร์สเตน จึงเขียนหนังสือเล่มใหม่ คือ The Missing Piece Meets the Big O (1981) ตามมาอีกเล่ม
ในหนังสือเล่มหลังนี้ เจ้าสามเหลี่ยมจะค่อยๆ กลิ้งตัวเพื่อค้นหาว่า มันจะสามารถไปเป็นชิ้นส่วนของใครได้บ้าง แต่ปรากฏว่า กลิ้งไปกลิ้งมา ก็ได้ค้นพบว่ามันต้องอยู่ให้ด้วยตัวเองมากกว่ามันจึงพยายามกลิ้งไปด้วยตัวเอง เถือกไถไปกับถนน กับก้อนหิน ตกหลุมตกบ่อและได้รับบาดเจ็บ จนกระทั่งสามเหลี่ยมค่อยๆ กลายเป็นวงกลมหรือบิ๊กโอขึ้นมาได้เหมือนกัน
จะเห็นว่า หลังจากตบหัวเจ้าสามเหลี่ยมใน The Missing Piece จน "หัวหลุด" ไปแล้ว เชล ซิลเวอร์สเตน จึงกลับมาปลอบใจมัน ยกย่องและหาทางออกที่ดีให้มัน ด้วยการเขียน The Missing Piece Meets the Big O ขึ้นมาอีกเล่ม
เรียกว่าเป็นการ "ลูบหลัง" ว่างั้นเถอะ !!!
|
| | |
 | |
|
|
|
|
|