Home Sign In  = 0  
www.matichonbook.com

วิถีเขียนของ ฮารูกิ มูราคามิ วิถีแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์

มติชน

วิถีเขียนของ ฮารูกิ วิถีแปลของ นพดล เวชสวัสดิ์ วรรณกรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น ถือว่าไม่ห่างเหินกับสังคมนักอ่านชาวไทยไปเลยทีเดียว ยังมีการแปลมาให้อ่านกันประปราย แม้จะไม่มากมายนักก็ตาม เมื่อกระแสเอเชียกำลังมา โดยเฉพาะแฟชั่นญี่ปุ่น เพลงญี่ปุ่น ละครโทรทัศน์ญี่ปุ่น กำลังเป็นที่นิยม วรรณกรรมญี่ปุ่นก็เลยถูกนำมาแปลอย่างเพิ่มมากขึ้นไปตามโอกาส ฮารูกิ มูราคามิ เป็นนักเขียนญี่ปุ่นคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในระดับโลก นวนิยายของเขานั้นได้รับการยอมรับและกล่าวขวัญ ขายดีทั้งในญี่ปุ่น และฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ได้รับความสำเร็จทั่วโลกไม่แพ้กัน นพดล เวชสวัสดิ์ ก็เลยหยิบงานนวนิยาย 3 ชิ้นแรกของมูราคามิ มาแปลเป็นภาษาไทย ให้ได้อ่านกัน คือ "สดับลมขับขาน" (Hear the Wind Sing) "พินบอล 1973" (Pinball 1973) "แกะรอยแกะดาว" (A Wild Sheep Chase) "ที่เลือกแปลสามเล่มแรกของเขา เป็นไตรภาคของบุรุษ เพราะถ้าเลือกทำเรื่องที่ดังที่สุด คนอ่านก็จะตกใจว่า เขามีที่มาที่ไปอย่างไร เล่มแรก "สดับลมขับขาน" เล่มนั้นอาจจะไม่ขายดี แต่ถือว่า เขาสะท้อนลักษณะของปัจเจกได้ชัด เรื่องที่เหมือนกับเหลวไหล แต่ว่ายังมีแก่นสาระ ถ้าจะดูในแง่มุมหนึ่ง พ่อแม่ของมูราคามิ เป็นครูสอนวรรณคดีญี่ปุ่น แล้วลูกชายไม่อ่านวรรณ คดีญี่ปุ่นเลย เป็นขบถก็ว่าได้ เขาอาจจะเห็นอย่างนี้มาตลอดชีวิตแล้วบอกไม่เอา เพราะอยากเล่าเรื่องตามวิธีและมุมมองของเขา ซึ่งก็ไม่ต่างกัน" สารหรือหัวใจที่คนแปลจับได้จากนักเขียนที่เขาหยิบหนังสือมาแปล นพดลบอกว่า ไม่อยากจะแปลออกมาทีละเล่ม เพราะอยากให้คนอ่านแล้วเก็บไปคิด ไปทบทวนว่าเท่าที่อ่านผ่านมา เหมือนกับไม่ได้อะไรเลย แต่มีอะไรสักอย่างสะกิดเราอยู่ นี่คือเหตุผลที่เลือกมาแปล "คิดว่าถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นอ่านน่าจะจับอารมณ์ได้เลย จริงๆ แล้วชีวิตเด็กวัยรุ่นของไทยในปัจจุบันก็ไม่ต่างกันเลย มันจะเป็นสากลมากคือ เด็กอายุ 18-19 ปี ความรู้ความชำนาญยังไม่เยอะ จะเป็นเด็กกลับไปหาพ่อแม่ก็ไม่ได้ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่อ้างว้าง เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เต็มที่" จากจุดนี้ นพดลมองว่า มูราคามิชี้ให้เห็นถึงความว่างเปล่า เขาจะคิดอะไร ทำอะไร หาที่ยึดเหนี่ยวตรงไหน เป็นโลกใบเล็กของเด็กวัยรุ่น ส่วนใหญ่ถามว่า อ่านแล้วจับความได้หรือเปล่า งานของมูราคามิ เหตุและผลต้องหาเอาเอง "โดยสรุปแล้ว อ่านจบเล่ม จะต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่ง เขียนถึงเรื่องความเหงาเขาก็ไม่ใช้คำว่า เหงา ทุกอย่างที่เขาสานมาให้เรา เมื่อเราอ่านจบแล้วก็เกิดความเหงาขึ้นมา เขาต้องการปลุกความเหงาขึ้นมา" นพดลก็ยังยืนยันว่า งานเขียนของมูราคามิเป็นการต้านสังคมเป็นการต้านฮีโร่ทั้งหลาย "จากจุดนี้ เด็กวัยรุ่นทั้งหลายไม่ใช่ว่าเขาไม่รับรู้โลก เขามองเห็น แต่ว่าส่วนใหญ่มักจะเลือกไม่ได้ต้องเข้าไปสู่ระบบ ต้องโดนกลืนเข้าไปสู่ระบบนั้น เพียงแต่ว่าเขาเลือกจะใช้ชีวิตของเขาเอง คนต้องอยู่ได้กับความเหงา แต่ความเหงาไม่ใช่ว่าจะไร้สาระ จะมีแก่นของมันเอง ความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ ที่คนทั่วไปมองข้าม แล้วก็อยู่นานจนลืม คือคนที่ใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ได้ผูกติด ไม่ได้จำนนกับใคร ไม่ได้เรียกร้องหรือหวังอะไรจากใคร คือยังใช้ชีวิตของตัวเอง สุดท้ายก็มาปฏิเสธความยิ่งใหญ่ทั้งหมดของโลก" นพดลยังขยายความอารมณ์ของตัวเอง เมื่อได้แปลงานของมูราคามิว่า เมื่อไหร่ที่อ่านหนังสือ ใช่ว่าจะเอาแต่เนื้อหา บางทีก็ได้อารมณ์ อารมณ์นั้นคือความอ้างว้างที่นักเขียนเจาะเข้ามาหาเรา "เพียงแต่เขาเขียนง่ายๆ ในแต่ละฉากแต่ละย่อหน้า สานอารมณ์ออกมา ชีวิตที่อยู่ในเมืองใหญ่หาใครเป็นที่พึ่งไม่ได้ เป็นกระบอกเสียงให้กับคนหนุ่มสาวที่ค้นหาและยังอ้างว้างอยู่ เขากำลังบรรยายให้ฟัง แล้วเทียบเคียงดูว่าความคิดความรู้สึกของเรานั้นแตกต่างกันตรงไหน" กับการทำงานแปลมาถึง 20 ปีเต็ม นพดลมองทะลุว่า มูราคามิเป็นนักเขียนที่มีฝีมือไม่โฉ่งฉ่าง ตอนที่ตัวเขาเองแปลก็ทำหน้าที่เหมือนคนอ่าน อ่านแล้วไม่สนุกก็จะไม่แปล เพราะต้องทำงานตั้งแต่ตัวแรกจนถึงตัวสุดท้าย "ตอนแปลก็ไม่อยากให้จบ ความรู้สึกยังโหยหาอยู่ เป็นเรื่องไร้สาระ แต่เป็นความเคยชินที่ทำให้เรารู้สึกไปทีละนิด แต่ก็คงเขียนออกมายาก เพราะเป็นบรรยายเรื่องเดิมสั้นๆ ถ้าเขียนไม่ดีก็น่าเบื่อ เขาเขียนเรื่องเรื่อยๆ เฉื่อยๆ อย่างนี้ แต่จุดเด่นคือ มีบทคมๆ แทรกมา เพื่อจะเบรกการบรรยาย แล้วเอาการต่อปากต่อคำเข้ามา" นพดลมองว่า นวนิยายสามเล่มแรกคือ "สดับลมขับขาน" "พินบอล 1973" และ "แกะรอยแกะดาว" นั้น เหมาะกับวัยรุ่น แต่ชุดถัดไป "นอร์วีเจี้ยน วู้ด" "แด๊นซ์  แด๊นซ์  แด๊นซ์" และ "สปุตนิก สวีตฮาร์ต" ที่จะแปลออกมา จะเล่นลงลึก เล่าความผูกพันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย แล้วก็มีความตาย ถือว่าเป็นเรื่องสวยงาม "ชุดสองจะเป็นเรื่องรัก ผู้หญิง และความตาย ชุดที่สามที่ยังไม่ได้เริ่มต้นแปล จะพาท่องไปในโลกแฟนตาซี เป็นดินแดนที่เขาวาดขึ้นมา ที่ผมทำงานแปลของมูราคามิออกมา ขอให้มีคนอ่าน ถ้าอ่านงานของเขาแล้วจับความได้ ก็เหมือนกับ การที่ได้รู้จักเขา ว่าเขาคิดของเขาแบบนี้ แล้วไม่ได้สนใจใคร" ใจจริงของคนแปลงานอย่าง นพดลอยากให้ลองอ่านงานชุดแรกก่อน แล้วจะเกิดความรู้สึกว่าชุดที่สองต้องอ่าน จะซึมซับได้ถึงความไร้สาระที่ว่า มันมีอะไรสักอย่างหนึ่งให้ค้นหา "ชุดที่สองจะเป็นการแนะนำความตายให้เด็กวัยรุ่นที่ไม่คิดถึงความตาย จะเข้าใจชีวิตได้ลึกทันทีหลังจากที่เจอพวกนี้ ความตายที่ว่านั้นเป็นความตายของคนในวัยเดียวกัน ความตายที่อยู่ใกล้ตัวเอามาขยายให้ดูว่าจะวิเคราะห์ให้เห็นว่าแต่ละรายเจออะไรมากขนาดไหนถึงขั้นที่จะต้องตาย สามเล่มหลังที่จะออกมาจะเป็นเรื่องรักตามวิธีของมูราคามิ" สำหรับ "นอร์วีเจี้ยน วู้ด" ที่จะเป็นนวนิยายแปลเป็นภาษาไทยของมูราคามิเล่มที่ 4 จะออกมาในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ซึ่งนวนิยายเรื่องนี้ได้ทำให้ชีวิตนักเขียนของมูราคามิขยับก้าวขึ้นสู่ระดับอินเตอร์อย่างแท้จริง สามารถขายได้ 1 700 000 เล่มในปีเดียว และแปลเป็นภาษาอังกฤษขายดีทั่วโลก ถึงเวลาหรือยังที่นักอ่านไทยลิ้มลองอ่านงาน ของมูราคามิว่า ทำไมเขาจึงเป็นนักเขียนเอเชียที่โด่งดังและขายดีระดับโลก ฮารูกิ มูราคามิ เกิดวันที่ 12 มกราคม ปี 2492 ที่เกียวโต ไปเติบโตที่เมืองโกเบ จัดอยู่ในกลุ่มเบบี้บูมรุ่นแรกหลังสงคราม เป็นรุ่นที่เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น เขาเป็นคนรักการอ่านจากการปลูกฝังของพ่อแม่ซึ่งเป็นอาจารย์สอนภาษาและวรรณคดี นอกจากหนังสือภาษาญี่ปุ่น เขาได้อ่านหนังสือวรรณกรรมภาษาอังกฤษและหนังสือประวัติศาสตร์ตั้งแต่เด็ก ทำให้เขามีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษและมีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์โลกเป็นอย่างดี เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยวาเซดะ สาขาการละคร และจบการศึกษาในปี 2518 และไม่ได้เข้าทำงานบริษัท ใช้ชีวิตในโลกธุรกิจเช่นชายญี่ปุ่นรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่ทำ แต่ดำเนินกิจการบาร์แจ๊ซร่วมกับภรรยาซึ่งแต่งงานกันตั้งแต่เป็นนักศึกษา ต่อมาในปี 2522 ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญต่อชีวิตนักเขียนของมุราคามิ เขาได้เขียนผลงานเรื่อง "Kaze no Uta wo Kike" (ฉบับแปลภาษาไทย "สดับลมขับขาน" โดย นพดล เวชสวัสดิ์) ส่งเข้าประกวดและได้รับรางวัลนักเขียนหน้าใหม่ของนิตยสารกุนโซ ครั้งที่ 23 ปี 2524 เขาจึงตัดสินใจเลิกกิจการบาร์หันมายึดงานเขียนเป็นอาชีพหลัก หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตกับการแต่งหนังสือ เขียนบทความ เรื่องสั้น ลงนิตยสาร หนังสือพิมพ์ และอินเตอร์เน็ต แปลหนังสือวรรณกรรมร่วมสมัยของอเมริกา เช่น ผลงานของเรย์มอนด์ คาร์เวอร์  สก็อต ฟิตช์เจอราลด์ เป็นจำนวนมากตั้งแต่ปี 2529-2538 ออกไปพำนักอาศัยนอกประ เทศญี่ปุ่น เดินทางท่องเที่ยวทั้งในภาคพื้นยุโรปและเอเชีย โดยได้นำประสบการณ์และรูปถ่ายที่ได้มาถ่ายทอดเป็นหนังสือและบท ความตามนิตยสารมากมาย และขณะพำนักอยู่ในอเมริกาได้รับเชิญไปเป็นศาสตราจารย์อาคันตุกะให้กับมหาวิทยาลัยพรินซตัน และเคมบริดจ์อีกด้วย เขาตัดสินใจกลับมาพำนักในญี่ปุ่นอีกครั้งในปี 2538 หลังทราบข่าวเหตุการณ์สาวกลัทธิโอมชินริเคียวก่อวินาศกรรมก๊าซพิษ ณ ใจ กลางกรุงโตเกียว มูราคามิไม่มีลูก ครอบครัวของเขาคือภรรยากับแมวที่ทั้งคู่เลี้ยงไว้ ผลงานเขียนของมูราคามิที่ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ "Hear the Wind Sing" "Pinball  1973" "A Wild Sheep Chase" "Norwegian Wood" "The Elephant Vanishes" "Dance  Dance  Dance" "The Wind-Up Bird Chronicle" "South of the Border  West of the Sun" "Sputnik Sweetheart"

ชื่อผู้ฝากข่าว :
เมล์ผู้ฝากข่าว :
ข่าวประชาสัมพันธ์ :
 

E-mail : matichonbook@matichon.co.th
Copyright © by Matichon Public Co.,Ltd. All Rights Reserved. Design by Matichon Information Center.